
ถอดรหัส Data Center ยุค AI ทำไมไทยได้เปรียบเพื่อนบ้านในมุมมอง Vertiv
"เวอร์ทิฟ" (Vertiv) ชี้ปี 2569 เป็นปีทอง Data Center ไทย ปรับเป้าโตทะลุ 20% รับดีมานด์ AI หนุนโครงสร้างพื้นฐานพุ่งระดับกิกะวัตต์ ชูจุดแข็งไทยเหนือเพื่อนบ้านด้วยเสถียรภาพไฟฟ้าและเทคโนโลยี Liquid Cooling ขั้นสูง ตอบโจทย์นักลงทุนข้ามชาติ
KEY
POINTS
- ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่มีพื้นที่ราบกว้างขวาง ระบบสาธารณูปโภคและโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกที่เสถียรและครอบคลุม
- ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนคือ ประเทศไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองปริมาณมหาศาล ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ Data Center ยุค AI ที่ใช้พลังงานสูง
- คู่แข่งในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์เผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน ส่วนมาเลเซียเริ่มมีปัญหาความหนาแน่นของที่ดินและใบอนุญาต
- ข้อได้เปรียบเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และพันธมิตร NVIDIA เลือกไทยเป็นฐานการลงทุนแห่งใหม่ในภูมิภาค
วันที่ 2 มีนาคม 2569 ในห้วงเวลาที่กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพลิกโฉมโลกธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ได้กลายเป็น "กระดูกสันหลัง" ของเศรษฐกิจยุคใหม่ และสำหรับประเทศไทย ปี 2569 นี้ ไม่ใช่เพียงแค่ปีของการขยายตัว แต่คือ "ปีของจริง" ที่อุตสาหกรรม Data Center กำลังก้าวกระโดดแบบฉุดไม่อยู่
จากข้อมูลของ "Vertiv" (เวอร์ทิฟ) ผู้นำระดับโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เสียงสะท้อนจากหน้างานยืนยันชัดเจนว่า ดีมานด์การลงทุนกำลังพุ่งสูงขึ้นทะลุขีดจำกัดเดิม จน Vertiv ต้องปรับเป้าหมายการเติบโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นจากการประมาณการเดิมที่เคยประเมินไว้อย่างระมัดระวัง (Conservative) สวนกระแสภาวะเศรษฐกิจในบางภาคส่วน แต่สิ่งที่น่าจับตามากกว่าตัวเลขคือ "การเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์" ของไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของภูมิภาค
เมื่อสิงคโปร์เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน และมาเลเซียเริ่มประสบภาวะใบอนุญาตและที่ดินที่หนาแน่น ประเทศไทยกลับกลายเป็น "จิ๊กซอว์" ที่นักลงทุนระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และพันธมิตรของ NVIDIA กำลังเทน้ำหนักเข้ามาลงทุนด้วยเม็ดเงินระดับแสนล้านบาท ด้วยข้อได้เปรียบทั้งในด้านระบบสาธารณูปโภคที่เสถียร พื้นที่ราบรองรับการขยายตัวระดับกิกะวัตต์ และโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
"ฐานเศรษฐกิจ" พาไปถอดรหัสจาก บทสัมภาษณ์พิเศษ ผ่านมุมมองของ นายชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์ ผู้อำนวยการบริษัท เวอร์ทิฟ (ประเทศไทย) ถึงเหตุผลเชิงลึกว่า ทำไมประเทศไทยถึง "เหนือกว่า" เพื่อนบ้านในสมรภูมิ Data Center ยุค AI และทำไมการลงทุนนี้ถึงไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่
มุมมองจากคนใน ทำไมโลกถึงจับตาไทย
นายชาญกิจ ฉายภาพว่า Vertiv ระดับโลกไม่ได้มองไทยแค่ผ่านๆ แต่ติดตามข้อมูลเชิงลึก (Insider) และข้อมูลสาธารณะอย่างใกล้ชิด จนสรุปได้ว่าประเทศไทยกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็น "เบอร์ต้นๆ" ของภูมิภาค แม้ว่าการย้ายฐานการผลิตหรือการมาลงทุนใน Data Center จะต้องใช้เวลาในการเตรียมการ (Pick up) แต่สัญญาณจากผู้บริหารระดับโลกที่สอบถามและติดตามสถานการณ์ไทยอย่างต่อเนื่อง ยืนยันชัดเจนว่ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น
ศักยภาพของไทยโดดเด่นกว่าเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด
สิงคโปร์ กำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านพื้นที่และไฟฟ้า ทำให้ต้องสร้าง Data Center เป็นแนวตั้ง (หลายชั้น) ซึ่งบริหารจัดการได้ยากและต้นทุนสูง
ส่วนมาเลเซีย แม้ปัจจุบันจะมีการเติบโตมากกว่าไทยถึง 4-5 เท่า แต่ก็เริ่มเผชิญกับทางตัน ทั้งเรื่องการอนุญาตและพื้นที่ที่เริ่มเต็ม
ข้อได้เปรียบของไทย เนื่องจากมีพื้นที่ราบกว้างขวาง จัดการง่าย มีระบบสาธารณูปโภคที่เสถียร (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวียดนาม) และที่สำคัญคือ "กำลังไฟฟ้าสำรอง" ที่มีมหาศาลจากทั้ง กฟผ. และโรงไฟฟ้าเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดใจสูงสุด
หัวใจของ Data Center ไฟฟ้าและระบบทำความเย็น
ในฐานะผู้นำ Top 3 ของโลกด้าน Digital Infrastructure นายชาญกิจย้ำว่า หัวใจของ Data Center มีเพียง 2 อย่างที่ห้ามพลาดคือ ระบบไฟฟ้า (UPS) ที่ต้องเสถียร ห้ามดับ และ ระบบความเย็น ที่ต้องรักษาอุณหภูมิเซิร์ฟเวอร์ไว้ตลอดเวลา
การมาของ AI กับโจทย์ยากที่เรียกว่า "พลังงาน"
นายชาญกิจ ย้ำว่า โลกของ Data Center เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่ธนาคารหรือหน่วยงานรัฐใช้ไฟเพียง 2-5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อแร็ค วันนี้ชิป GPU ของ NVIDIA (เช่น GB200 หรือ B200) ทำให้ความหนาแน่นของพลังงานพุ่งขึ้นไป 20-25 kW และในอนาคตอันใกล้กับรุ่น GB300 ตัวเลขจะดีดไปถึง 120-140 kW ต่อแร็ค ส่งผลให้ขนาดโครงการเปลี่ยนจากอาคาร 10 เมกะวัตต์ (MW) ไปสู่ระดับ Campus ที่ 100 MW และในอเมริกากำลังมุ่งไปถึงระดับ กิกะวัตต์ (Gigawatt) แล้ว
เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงนี้ Vertiv กำลังผลักดันเทคโนโลยี High-Voltage DC (HVDC) เพื่อจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เข้าสู่อุปกรณ์โดยตรง ลดการสูญเสียพลังงานจากการแปลงไฟ (AC to DC) ซึ่งแม้ในไทยจะยังเป็นเรื่องใหม่ แต่ผลิตภัณฑ์ของ Vertiv พร้อมรองรับเต็มรูปแบบ
กลยุทธ์การทำเลและการก่อสร้างยุคใหม่ สปีดต้องมาก่อน
นายชาญกิจ กล่าวว่า การสร้าง Data Center ยุคใหม่เปลี่ยนจากตึกสูงสู่การสร้างแบบ "แวร์เฮาส์" (Warehouse) ชั้นเดียวที่ใช้โครงสร้างเหล็ก จากเดิมที่ใช้เวลาสร้าง 3 ปี ปัจจุบันความต้องการเร่งด่วนทำให้ต้องจบงานภายใน 4.5 ถึง 6 เดือน Vertiv จึงใช้ระบบ Prefabricated ประกอบอุปกรณ์สำคัญมาจากโรงงานเพื่อยกติดตั้งได้ทันที รวมถึงการใช้ Digital Twin และ AI เข้ามาจำลองตั้งแต่ออกแบบจนถึงมอนิเตอร์เพื่อประหยัดพลังงาน
ส่วนทำเลที่ตั้ง แม้จะมีกระแสว่าต้องกระจุกตัวที่ EEC (ชลบุรี, ระยอง) หรือบางนา-ตราด แต่จริงๆ แล้วทำเลไทยมีความยืดหยุ่นมาก เพราะโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกไทยครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดทะเลใกล้เคเบิลใต้น้ำเสมอไป สามารถขยับขยายไปอยุธยา นครปฐม หรือกาญจนบุรีได้
นายชาญกิจ พูดถึงผู้เล่นระดับโลกในไทย Google โดยระบุว่า กำลังเตรียมลงทุนทำ Data Center เอง, Microsoft เลือกใช้วิธีเช่า Colocation (ซึ่งก็คือ บริการให้เช่าพื้นที่ภายในศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Server) และอุปกรณ์เครือข่ายขององค์กรเอง โดยผู้ให้บริการจะจัดเตรียมสถานที่ ระบบไฟฟ้าสำรอง ระบบระบายความร้อน และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไว้ให้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างห้อง Server เอง)
จากผู้ให้บริการอย่าง GULF เพื่อกระจายความเสี่ยง และที่น่าจับตาคือโครงการขนาดใหญ่บริเวณจังหวัดชลบุรี ที่ Vertiv กำลังก่อสร้างให้ถึง 3 อาคาร ซึ่ง NVIDIA เป็นหนึ่งในลูกค้าหลัก
ปฏิวัติระบบความเย็น เมื่อแอร์ธรรมดาเอาไม่อยู่
นายชาญกิจ อธิบายว่า เมื่อชิป AI รุ่นใหม่ (เช่น GB200) ร้อนแรงเกินกว่าที่ลมเย็นจะเอาอยู่ Liquid Cooling (ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว) จึงกลายเป็น "ข้อบังคับ" เพราะของเหลวระบายความร้อนได้ดีกว่าอากาศถึง 10-50 เท่า
สำหรับความท้าทายในไทย ประเทศเมืองหนาวสามารถดึงอากาศภายนอกมาใช้ได้ แต่เมืองไทยที่อากาศภายนอกสูงถึง 30-40 องศาเซลเซียส ทำแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องพึ่งพาระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูงและการออกแบบที่แม่นยำเท่านั้น ระบบนี้ซับซ้อนมาก ต้องมีการเช็คคุณภาพน้ำส่งแล็บทุก 3 เดือนเหมือนดูแลหม้อน้ำรถยนต์ หากระบบน้ำรั่ว ชิปราคาแพงก็จะพังทันที Vertiv จึงต้องออกแบบระบบให้มอนิเตอร์และเซอร์วิสตลอด 24 ชั่วโมง
ความเป็นมืออาชีพ พนักงานไทยและนวัตกรรมแบตเตอรี่
แม้ Data Center 1 อาคารจะใช้พนักงานเพียง 10-20 คน แต่เป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางสูงมาก Vertiv จึงเตรียมพร้อมด้วยการส่งพนักงานไทยไปฝึกอบรมที่ต่างประเทศตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา เพื่อ Upskill ทั้งเรื่อง Liquid Cooling และ HVDC
นอกจากเรื่องคนแล้ว ยังมีนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ แบตเตอรี่ลิเธียม ที่กำลังมาแรงเพราะประหยัดพื้นที่และลดความเสี่ยงจากการระเบิดได้ดีกว่าแบตเตอรี่แบบเดิม รวมถึงการใช้ Digital Twin ที่นำ AI และ 3D Simulation มาช่วยบริหารจัดการตึก ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการมอนิเตอร์ หาก AI ประมวลผลน้อย ระบบก็จะปรับความเย็นลงอัตโนมัติเพื่อประหยัดพลังงาน
เคลียร์ชัดเรื่องค่าไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นจริงหรือ
นี่คือประเด็นที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด นายชาญกิจอธิบายว่า การเข้ามาของ Data Center อาจจะช่วยให้ค่า FT ลดลง ได้ด้วยซ้ำ เพราะประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าส่วนเกินอยู่มาก การเข้ามาของ Data Center คือการดึงเอาส่วนเกินนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นการเฉลี่ยต้นทุนคงที่ไปสู่ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ทำให้ภาพรวมของต้นทุนไฟฟ้าในระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่างจากสหรัฐฯ ที่ Data Center บางแห่งต้องสร้างโรงไฟฟ้าเองเพราะระบบไฟหลักรับไม่ไหว
Vertiv & NVIDIA พันธมิตรที่ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน
Vertiv ร่วมมือกับ NVIDIA อย่างใกล้ชิดในทุกปี เพื่อออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้แมตช์กับชิปเซ็ตใหม่ๆ จากเดิมที่เคยผลิตอุปกรณ์ขนาด 450 kW แต่วันนี้ต้องขยับมาเป็น 1.35 MW และกำลังจะเปิดตัวรุ่น 2.3 MW เพื่อรองรับชิป GB300 ให้ได้ นี่คือแนวคิด "Bring Your Own Power and Cooling" ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความแรงของคอมพิวเตอร์ในอนาคต
เจาะลึก 5 แกนหลัก อนาคต Data Center ยุค AI ตามรายงาน Vertiv Frontiers 2026
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของอุตสาหกรรม Data Center ข้อมูลจากรายงาน "Vertiv Frontiers 2026" ได้ชี้ให้เห็นว่า การจะก้าวเป็นศูนย์กลางดิจิทัลไม่ได้วัดกันที่ขนาดตึกอีกต่อไป แต่ตัดสินกันที่การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานผ่าน 5 เทรนด์สำคัญ ดังนี้
1. ยกระดับระบบพลังงานเพื่อรับ AI (Powering up for AI) ปัญหาใหญ่ของ Data Center คือ "การแปลงพลังงาน" (AC/DC) ที่สูญเสียเป็นความร้อนสะสม Vertiv จึงชี้แนวโน้มการขยับสู่ High-Voltage DC (HVDC) ที่ตัดวงจรการแปลงไฟที่ซับซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายไฟและรับมือกับสภาวะการใช้พลังงานแบบกระชาก (Power Spikes) ของชิป AI รุ่นใหม่ได้อย่างมั่นคง
2. AI แบบกระจายศูนย์ (Distributed AI) แม้การประมวลผลขนาดใหญ่จะอยู่ที่คลาวด์ แต่ในอนาคต Data Center จะกระจายตัวออกไป โดยเฉพาะในกลุ่มการเงิน กลางโหม และสาธารณสุข ที่ต้องการ Private AI เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานในองค์กรต้องถูกอัปเกรดให้มีความหนาแน่นสูง (High Density) เพื่อรันโมเดล AI ของตัวเองได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว
3. การเร่งสู่ความเป็นอิสระด้านพลังงาน (Energy Autonomy) ปัญหา "คอขวดสายส่ง" บีบให้ Data Center ทั่วโลกต้องพึ่งพาตัวเอง แนวคิด "Bring Your Own Power" กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ซึ่งจะเริ่มเห็นการผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในไซต์ (On-site Generation) มากขึ้น ทั้งโซลาร์เซลล์, กังหันก๊าซ หรือไฮโดรเจน เพื่อสร้างระบบไมโครกริดของตัวเอง โดยไม่ต้องรอการขยายโครงข่ายจากภาครัฐ
4. ดำเนินงานด้วย Digital Twin ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนทุก 6 เดือน เวลา 2-3 ปีในการสร้างตึกนั้นช้าเกินไป เทคโนโลยี Digital Twin จึงกลายเป็นอาวุธลับที่ใช้จำลองทิศทางอากาศและการวางผังเสมือนจริง เมื่อทำงานร่วมกับโครงสร้างแบบ Modular สำเร็จรูป จะช่วยลดระยะเวลา Time-to-Market ได้สูงสุดถึง 50% ซึ่งเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะในธุรกิจยุค AI
5. ระบบระบายความร้อนแบบปรับตัว (Adaptive Liquid Cooling) ระบบลมแบบเดิมไม่เพียงพอสำหรับ GPU ประสิทธิภาพสูงอีกต่อไป ระบบระบายความร้อนยุค 2026 จะเป็น "Adaptive Liquid Cooling" ที่ทำงานร่วมกับ AI เพื่อมอนิเตอร์และควบคุมปริมาณของเหลวแบบ Real-time ช่วยยืดอายุฮาร์ดแวร์มูลค่ามหาศาล และบริหารจัดการความร้อนได้แม่นยำแม้ในสภาวะโหลดงานหนัก





