thansettakij
thansettakij
‘หลักชัย’ ลุยนิคมฯ เฟส 3 รับรัฐบาลใหม่ ดึงต่างชาติลงทุน 5 หมื่นล้าน ปั้น Green Estate

‘หลักชัย’ ลุยนิคมฯ เฟส 3 รับรัฐบาลใหม่ ดึงต่างชาติลงทุน 5 หมื่นล้าน ปั้น Green Estate

20 ก.พ. 2569 | 04:35 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.พ. 2569 | 04:36 น.

“หลักชัยเมืองยาง” เชื่อมั่นรัฐบาลใหม่ เดินหน้าขยายเฟส 3 พื้นที่ 1,600 ไร่ รองรับอุตสาหกรรมไฮเทค–ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งเป้าลงทุนพัฒนานิคม 6,000–7,000 ล้าน ดันเม็ดเงินลูกค้าปักฐานลงทุนเกิน 50,000 ล้าน สู่ต้นแบบนิคมสีเขียวคาร์บอนศูนย์

KEY

POINTS

  • นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง ประกาศเดินหน้าโครงการเฟส 3 เพื่อรองรับรัฐบาลใหม่ ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติกว่า 50,000 ล้านบาท
  • เน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์ ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะ และดาต้าเซ็นเตอร์
  • มุ่งพัฒนานิคมฯ สู่การเป็น “Green Industrial Estate” หรือนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวเต็มรูปแบบ โดยตั้งเป้าหมายปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

ท่ามกลางจังหวะการเมืองที่กำลังก้าวสู่รัฐบาลชุดใหม่ ภาคเอกชนรายใหญ่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ( EEC) เริ่มขยับแผนลงทุนระยะยาว โดยนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง ประกาศเดินหน้าขยายเฟส 3 รองรับคลื่นลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศ มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมปั้นสู่ “Green Industrial Estate” ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

นายหลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดใหม่ หากมีเสถียรภาพทางการเมืองชัดเจน จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในพื้นที่ EEC

“สิ่งที่เราคาดหวังคือเสถียรภาพของรัฐบาล ถ้าการเมืองนิ่ง นักลงทุนก็วิ่งมาขอรับส่งเสริมจากบีโอไอเอง เฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อีอีซีที่ทำงานเต็มที่อยู่แล้ว แต่ถ้ารัฐบาลมีความชัดเจนและเร่งขั้นตอนอนุมัติให้เร็วขึ้น จะช่วยให้การลงทุนเดินหน้าได้มาก”

หลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง

สำหรับความคืบหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยฯ ปัจจุบันเฟส 1 พัฒนาแล้วบนพื้นที่รวม 2,200 ไร่ เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม 1,600 ไร่ มีผู้ประกอบการเข้าลงทุนแล้ว 14 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในคลัสเตอร์ยานยนต์ ได้แก่ โรงงานผลิตยางรถยนต์ ผลิตภัณฑ์ยางพารา คาร์บอนแบล็ก และสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาง เช่น ซิงค์ออกไซด์ และวัตถุดิบเฉพาะทาง

โดยเฟสที่ 1 มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 40,000 ล้านบาท สร้างการจ้างงานกว่า 6,000 คน และสร้างมูลค่าส่งออกเกือบ 30,000 ล้านบาทต่อปี นักลงทุนหลักมาจากจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยจีนมีสัดส่วนมากที่สุด

ขณะที่เฟสที่ 2 พื้นที่รวมกว่า 2,100 ไร่ เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม 1,500 ไร่ มีนักลงทุน 10–11 ราย ใช้พื้นที่ไปแล้วราว 70% กลุ่มอุตสาหกรรมประกอบด้วย แบตเตอรี่ ล้อแม็ก ชิ้นส่วนยานยนต์ และสารเคมีขั้นสูง ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงาน ซึ่งต้องใช้เวลา 1–2 ปี

‘หลักชัย’ ลุยนิคมฯ เฟส 3 รับรัฐบาลใหม่ ดึงต่างชาติลงทุน 5 หมื่นล้าน ปั้น Green Estate

ทั้งนี้ในเฟส 2 คาดว่ามีเม็ดเงินลงทุนรวมเกือบ 50,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง โดยเฉพาะกลุ่มแบตเตอรี่ นักลงทุนส่วนใหญ่มาจากจีนและสหรัฐอเมริกา ขณะที่บริษัทใช้งบพัฒนาสาธารณูปโภคในสองเฟสแรกประมาณ 4,000 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดิน)

สำหรับเฟส 3 ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จะพัฒนาบนพื้นที่ประมาณ 1,500–1,600 ไร่ เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมราว 1,200 ไร่ ตั้งเป้าดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งหุ่นยนต์ ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ 12 สาขาใน EEC เกษตรขั้นสูง และโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จากสหรัฐ

“เฟส 3 เราจะเน้นกลุ่มไฮเทค โรบอท เซ็นเซอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์เม็ดเงินลงทุนของลูกค้าน่าจะมากกว่า 50,000 ล้านบาท เป็นการต่อยอดธุรกิจเดิมให้มีเทคโนโลยีสูงขึ้น”

บริษัทตั้งงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเฟสที่ 3 ไว้ 6,000–7,000 ล้านบาท และวางเป้าหมายพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด BCG ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบน้ำหมุนเวียน ไม่ปล่อยน้ำทิ้งออกภายนอก และตั้งเป้าปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

นายหลักชัยระบุว่า ไทยยังได้เปรียบประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามในด้านสาธารณูปโภคที่พร้อมกว่า และคุณภาพชีวิตที่เอื้อต่อการทำงานของนักลงทุนต่างชาติ แต่สิ่งที่ต้องเร่งคือโครงสร้างพื้นฐานหลักของ EEC โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ล่าช้ามานาน ถ้าโครงการเดินหน้า จะยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

การขยายเฟส 3 ของนิคมหลักชัยเมืองยางจึงไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของเอกชนต่อรัฐบาลใหม่ แต่ยังเป็นสัญญาณว่าพื้นที่ EEC ยังเป็นแม่เหล็กลงทุนสำคัญของประเทศ หากการเมืองมีเสถียรภาพและนโยบายต่อเนื่อง ไทยมีโอกาสดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกระลอกใหญ่ในระยะต่อไป