thansettakij
thansettakij
‘เนทซีโรคาร์บอน’ ลุยทำนาเปียกสลับแห้ง สุพรรณบุรี ดันเป้าหมาย 6.2 ล้านไร่

‘เนทซีโรคาร์บอน’ ลุยทำนาเปียกสลับแห้ง สุพรรณบุรี ดันเป้าหมาย 6.2 ล้านไร่

22 ก.พ. 2569 | 22:43 น.

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยในฐานะครัวของโลกและหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ กำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญในการปรับเปลี่ยนวิถีการเพาะปลูกให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

KEY

POINTS

  • บริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด ส่งเสริมโครงการทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) โดยตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่ให้ได้ 6.25 ล้านไร่ ภายใน 5 ปี ทั้งในไทยและเวียดนาม
  • นำร่องโครงการในจังหวัดสุพรรณบุรี บนเนื้อที่กว่า 471 ไร่ เพื่อสร้างเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำและเตรียมขอรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER)
  • เทคนิคการทำนาเปียกสลับแห้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ก๊าซมีเทน) และลดการใช้น้ำได้ถึง 25-40%
  • เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิต

ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ บริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด บริษัทชั้นนำด้านความยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศและการลงทุนด้านเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ (Climate Technology) ถือเป็นอีกองค์กรหนึ่ง ที่ได้ประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุกในการยกระดับภาคเกษตรกรรมไทยผ่านโครงการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง หรือ Alternate Wetting and Drying (AWD) ที่ตั้งเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงพื้นที่นาข้าวรวม 1 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 6.25 ล้านไร่ ภายในระยะเวลา 5 ปี ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม

ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายระดับชาติที่ต้องการขยายผลการทำนาเปียกสลับแห้งให้ครอบคลุมพื้นที่อย่างน้อย 1 ล้านไร่ ตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ Nationally Determined Contribution (NDC) ฉบับปรับปรุง หรือ NDC 3.0 ซึ่งปัจจุบัน เนทซีโร คาร์บอน มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการ AWD รวมแล้วกว่า 12,743 ไร่ สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้วกว่า 5,385.58 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

‘เนทซีโรคาร์บอน’ ลุยทำนาเปียกสลับแห้ง สุพรรณบุรี ดันเป้าหมาย 6.2 ล้านไร่

ล่าสุดบริษัท เนทซีโรคาร์บอน ได้เลือกพื้นที่ ตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี บนเนื้อที่รวม 471.12 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่นาข้าวที่จัดการก๊าซเรือนกระจกได้อยู่ที่ 338.74 ไร่ สร้างเกษตรกรรมคาร์บอนตํ่า ด้วยงบสนับสนุนราว 5 ล้านบาท เพื่อใช้ในการวางรากฐานทางเทคโนโลยี การติดตั้งระบบติดตามผล และการบริหารจัดการโครงการอย่างครบวงจร ในการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Consultation) ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการขอขึ้นทะเบียนเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ประเภทมาตรฐานขั้นสูง หรือ Premium T-VER เพื่อนำไปสู่การรับรองคาร์บอนเครดิตจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.ต่อไป

สำหรับโครงการดังกล่าว บริษัท เนทซีโรคาร์บอน ได้เข้าไปส่งเสริมเทคนิค AWD ซึ่งเป็นนวัตกรรมการชลประทานที่ปฏิวัติการปลูกข้าวแบบเดิมที่เคยขังนํ้าไว้ตลอดฤดูกาล วิธีการนี้จะสลับการให้นํ้าระหว่างช่วงนํ้าท่วมและช่วงแห้งตามระยะการเจริญเติบโตของข้าว ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณการใช้นํ้าลงได้ถึง 25-40% แต่ที่สำคัญที่สุดคือการช่วยยับยั้งการทำงานของแบคทีเรียในดินที่ผลิตก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีอานุภาพในการกักเก็บความร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า

โดยประเมินว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยถึง 88 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือประมาณ 440 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตลอดระยะเวลาคิดเครดิต 5 ปีแรก และมีแผนที่จะขยายระยะเวลาโครงการต่อเนื่องไปได้สูงสุดถึง 20 ปี ตามกรอบมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งบริษัทได้นำแอปพลิเคชัน “NetZero Carbon” มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเกษตรกรในการบันทึกข้อมูลการจัดการนํ้าและการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ แบบเรียลไทม์

ข้อมูลเหล่านี้จะถูกตรวจสอบความถูกต้องผ่านพิกัดทางภูมิศาสตร์ (GIS) และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกตารางนิ้วของพื้นที่ 338.74 ไร่นี้ ดำเนินการตามแผนที่วางไว้จริง

ดังนั้น การทำนาเปียกสลับแห้ง นอกจากเกษตรกรจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าในการสูบนํ้า ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และต้นข้าวที่แข็งแรงขึ้นจากการที่ดินได้พักหายใจในช่วงแห้ง ทำให้ลดการแพร่ระบาดของโรคและแมลงบางชนิดแล้ว ยังช่วยสร้างโอกาสใหม่ในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่าน “คาร์บอนเครดิต” โดยการนำปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ไปผ่านกระบวนการตรวจสอบและรับรองจากอบก.นำไปจำหน่ายให้กับองค์กรที่ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยน “ความรับผิดชอบต่อโลก” ให้กลายเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน