In Brief
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะสถาบันการเงินที่มีพันธกิจในการ พัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน และดำเนินงานตามวิสัยทัศน์การเป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนการ ดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์ของธนาคารในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของลูกค้า สู่การสร้างมูลค่าเกษตร และเน้นการส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรและชุมชนภายใต้แนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนตํ่าตามแผนที่นำทางของประเทศฝในการบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593
ล่าสุดองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.รายงานว่า ทาง ธ.ก.ส.ได้แจ้งความประสงค์พัฒนาโครงการลดการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าว จังหวัด อุดรธานี มายัง อบก.เพื่อขอขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย มาตรฐานขั้นสูง หรือ Premium T-VER ก่อนที่จะได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตต่อไปซึ่งปัจจุบันขั้นตอนดังกล่าวอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความเห็น เพื่อใช้ในการประกอบการขอขึ้นทะเบียน Premium T-VER
ทั้งนี้ ทางธ.ก.ส.ได้ชี้ให้เห็นถึงการขอขึ้นทะเบียน Premium T-VER ของโครงการลดการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าว (ข้าวลดโลกร้อน) ด้วยนวัตกรรมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) จังหวัดอุดรธานี เพื่อเป็นการนำร่องเรียนรู้ลดการปล่อยก๊าซมีเทน เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก่ชาวนาในเขตชลประทาน
รวมถึงการเพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าข้าว เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกร จากการขายคาร์บอนเครดิตแก่ชาวนาจังหวัดอุดรธานีที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 141 ราย ในกลุ่มพื้นที่นำร่องตามเอกสารสิทธิ์ 1,765 ไร่ และพื้นที่ดำเนินการ 1,100 ไร่ มีระยะเวลาโครงการ 5 ปี ที่คาดว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 10,629 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ เฉลี่ยปีละ 2,125 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีบริษัท คาร์บอน สเก๊าท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาโครงการ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการดังกล่าว ยังมีอุปสรรคหลายประการที่ต้องได้รับการสนับสนุน และให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการดำเนินโครงการ ทางธ.ก.ส.ระบุว่า จำเป็นต้องได้รับการขึ้นทะเบียนและรับรองคาร์บอนเครดิต เนื่องจากการทำนาแบบเปียกสลับแห้งยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานหรือมีข้อบังคับใช้ในระดับประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบติดตามการจัดการนํ้าในพื้นที่นา ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการทำนาแบบขังนํ้าต่อเนื่องตามแนวปฏิบัติเดิม
ขณะเดียวกันเกษตรกรในพื้นที่โครงการยังขาดแคลนอุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับการควบคุม ระดับนํ้าตามหลัก AWD เช่น ท่อวัดระดับนํ้าในแปลงนา รวมถึงระบบการติดตามและบันทึกข้อมูลการจัดการนํ้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกข้าว การดำเนินโครงการจะช่วยจัดหาอุปกรณ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสนับสนุนระบบการติดตามที่เหมาะสม
รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติ การทำนาแบบขังนํ้าต่อเนื่อง เป็นแนวปฏิบัติที่เกษตรกรในพื้นที่ใช้มาอย่างยาวนาน ขณะที่การทำนาแบบเปียกสลับแห้งยัง ถือเป็นโครงการแรกในพื้นที่ และยังไม่แพร่หลายในประเทศ หากไม่มีการดำเนินโครงการ เกษตรกรจะไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการนํ้าด้วยตัวเอง
อีกทั้ง พื้นที่โครงการมีข้อจำกัดจากสภาพอากาศแปรปรวน รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน ส่งผลให้เกษตรกรขาดความมั่นใจในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการนํ้า เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อผลผลิตข้าว หากไม่มีการดำเนินกิจกรรมโครงการ การทำนาแบบเปียกสลับแห้งจะไม่เกิดขึ้นภายใต้การดำ เนินงานตามปกติ
ขณะที่ในเอกสารข้อเสนอโครงการ ระบุว่า การดำเนินโครงการ AWD แบบ Single Drainage ในพื้นที่ 1,100 ไร่ เป็นโครงการนำร่องเพื่อขยายผลในวงกว้าง ภายใต้นโยบายด้านความยั่งยืนที่มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสีเขียวและเสริมสร้างมูลค่าให้เกษตรกร โดยคาดหวังว่าโครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างโอกาสสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผ่านการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งโครงการ AWD แบบ Single Drainage จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการทดลอง แต่เป็นต้นแบบของการต่อยอดการดำเนินโครงการ AWD เต็มรูปแบบ และบูรณาการภาคเกษตรกรรมให้ก้าวไปสู่เป้าหมาย Net Zero Emission อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ยังสร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจนสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การบริหารจัดการพลังงานและการติดตามตรวจสอบผลลัพธ์ พร้อมขยายผลสู่โครงการขนาดใหญ่ในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจคาร์บอนบน เวทีสากลอย่างยั่งยืนต่อไป
ส่วนผลประโยช์ที่เกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการช่วยลดต้นทุนในการทำนาข้าวแล้วทางธ.ก.ส. จะให้สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส.ในการรวบรวมรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรนำไปแปรรูปและพร้อมกระจายไปสู่ท้องตลาดจากการเชื่อมโยงเครือข่ายทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการบูรณาการตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ต้นนํ้าไปถึงปลายนํ้า ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตข้าวลดโลกร้อนจากเกษตรกรได้ในราคาที่รับซื้อสูงกว่าราคาตลาด 500 บาทต่อตัน และยังมีบริการรวบรวมในพื้นที่ เพื่อลดภาระลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของเกษตรกรในการเดินทางนำผลผลิตเข้าไปจำหน่ายในตัวเมืองอีกด้วย
ขณะที่คาร์บอนเครดิตที่ได้ ธ.ก.ส.มีกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit sharing mechanism) จากคาร์บอนเครดิตที่กำหนดไว้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใสและสร้างแรงจูงใจร่วมกับเกษตรกร โดยปัจจุบันพบว่า ราคาคาร์บอนเครดิตประเภทโครงการลด ดูด ซับ และกักเก็บก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้และการเกษตร มีราคาที่ระดับ 535.96 บาทต่อตัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง