In Brief
บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิตอย่างยั่งยืน ได้ร่วมมือกับหน่วยงาน Kik Foundation จากสวิตเซอร์แลนด์ ในการทำโครงการลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากการจัดการนํ้าในพื้นที่ปลูกข้าวของประเทศไทย (การทำนาเปียกสลับแห้ง) เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตร และได้มีการช่วยเหลือ สนับสนุนการดูแลพื้นที่เกษตรกรรม
โดยการให้บริการในรูปแบบของแพลตฟอร์มที่สามารถใช้ในการตรวจตราและดูแลการเจริญเติบโตของนาข้าวในแต่ละพื้นที่ จากเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม นำมาประเมินผลแสดงค่าต่าง ๆ และระบบรายงานผลการดำเนินกิจกรรมในเชิงการเกษตรผ่านดิจิตอลแพลตฟอร์ม
ที่ผ่านมาบริษัท วรุณา ในฐานะผู้พัฒนาโครงการ ได้แจ้งความประสงค์ในการพัฒนาโครงการการลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากการจัดการนํ้าในพื้นที่ปลูกข้าว เพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยขั้นสูง หรือ Premium T-VER ไปยังองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เพื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนาโครงการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
ข้อมูลจาก อบก.ระบุว่า โครงการดังกล่าว หรือการจัดการนํ้าแบบเปียกสลับแห้งในพื้นที่ปลูกข้าว (Alternate Wetting and Drying: AWD) มีเป้าหมายที่จะรวบรวมเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดที่มีโครงสร้างพื้นฐานระบบชลประทานที่ติดตั้งไว้แล้ว ครอบคลุมใน 8 จังหวัดได้แก่ ฉะเชิงเทรา จำนวน 118,456 ไร่ ขอนแก่น 51,376 ไร่ มหาสารคาม 102,295 ไร่ หนองบัวลำภู 7,386 ไร่ สุโขทัย 382,356 ไร่ อุตรดิตถ์ 257,706 ไร่ กาญจนบุรี 110,349 ไร่ และนครปฐม 199,710 ไร่ รวมพื้นที่ทั้หมด 1,229,633 ไร่
ปริมาณคาร์บอนที่คาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมทั้งสิ้น 1,551,043 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) ตลอดระยะเวลาให้เครดิต 5 ปี (ปี 2569-2573) โดยมีปริมาณลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 310,209 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือกับ myclimate (ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) เพื่อสร้างกลไกการถ่ายโอนผลลัพธ์การลดก๊าซเรือนกระจก (ITMOs) ระหว่างประเทศ ตามกรอบความร่วมมือข้อ 6.2 ของความตกลงปารีส(Article 6.2 of the Paris Agreement) เพื่อนำไปใช้สนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศสวิตเซอร์แลนด์เองในปริมาณ 1,395,939 tCO2eq และเครดิตส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้สนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยปริมาณ 155,104 tCO2eq
“รัฐบาลไทยมีข้อกำหนดให้ 10% ของปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นทั้งหมด จะไม่ถูกโอน ในรูปแบบ ITMOs ไปยังประเทศผู้ซื้อ แต่จะคงไว้ในประเทศไทยและนำไปสนับสนุนความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ”
ข้อมูลจาก อบก.ระบุอีกว่า โครงการนี้จะเปิดโอกาสให้ทั้งเกษตรกรที่เป็นเจ้าของที่นาและเกษตรกรที่เป็นผู้เช่าที่นาสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกมีแผนจะเริ่มต้นด้วยพื้นที่ 279,512.5 ไร่ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอนแก่น, มหาสารคาม และหนองบัวลำภู และหลังจากจากนั้นจะขยายไปสู่สุโขทัยในปี 2570 ตามด้วยกาญจนบุรี, นครปฐม และอุตรดิตถ์ ในปีถัด ๆ ไป จนกระทั่งครอบคลุมพื้นที่รวม 1,229,633 ไร่ ภายในปี 2572
ทั้งนี้ การทำนาแบบ AWD บริษัท วรุณา จะถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกอบรม การพัฒนาและให้บริการ แพลตฟอร์ม Smart Farm Solution (AI, ดาวเทียม) สำหรับการตรวจสอบ (MRV) และการจ้างงานเจ้าหน้าที่ภาคสนาม เกษตรกรจะได้รับ ค่าตอบแทน/ส่วนแบ่งผลประโยชน์ จากการขายคาร์บอนเครดิต (หลังการโอนสิทธิให้วรุณาฯ) และได้รับผลประโยชน์ร่วม (Co-benefits) ได้แก่ ลดต้นทุนการใช้นํ้าและการสูบนํ้า, เพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดข้าวที่ยั่งยืน (SRP) และรายได้ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ ยังอยู่ในขั้นการเปิดรับฟังความคิดเห็น และจะปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นี้ซึ่งถือเป็นขั้นตอนหนึ่งในการนำข้อมูลมาการประกอบการพิจารณาขอขึ้นทะเบียนเป็น Premium T-VER และการให้ใบรับรองคาร์บอนเครดิตต่อไป
“ที่ผ่านมาโครงการนี้ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (SHC) เพื่อแนะนำโครงการให้เกษตรกรทราบในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และจะมีการเข้าเยี่ยมเกษตรกรในฉะเชิงเทราอีกครั้งภายในปี 2569 เพื่อลงนามในสัญญา ส่วนการประชุม SHC สำหรับขอนแก่น, มหาสารคาม และหนองบัวลำภู มีแผนไว้ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ของปี 2569 และจังหวัดอื่น ๆ ที่เพิ่มเข้ามา มีแผนตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง