thansettakij
เลือกตั้ง 2569 นโยบายเกษตร 'สนามแข่งแจกเงิน' เตือนเสี่ยงหนี้พุ่ง–ที่ดินหลุดมือชาวนา

เลือกตั้ง 2569 นโยบายเกษตร 'สนามแข่งแจกเงิน' เตือนเสี่ยงหนี้พุ่ง–ที่ดินหลุดมือชาวนา

08 ก.พ. 2569 | 21:31 น.

กูรูภาคเกษตรวิเคราะห์นโยบายเกษตรพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังวนกับ “ประกันรายได้–แจกเงิน–แทรกแซงราคา” ใช้งบอุดหนุนกว่า 1.44 ล้านล้านบาท แต่ไม่แตะโครงสร้างเตือน หากรัฐบาลใหม่ยังเดินแนวเดิม เสี่ยงหนี้ครัวเรือนพุ่ง ที่ดินหลุดมือเกษตรกร

KEY

POINTS

  • นโยบายเกษตรของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในการเลือกตั้ง 2569 ยังคงเป็นประชานิยมที่เน้นการแจกเงินและอุดหนุนระยะสั้น ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
  • นักวิชาการเตือนว่านโยบายแจกเงินมีความเสี่ยงทำให้หนี้สินครัวเรือนเกษตรกรและหนี้สาธารณะของประเทศพุ่งสูงขึ้น
  • นโยบายเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ที่ดินเป็นโฉนด อาจส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยต้องขายที่ดินและสูญเสียที่ทำกินในที่สุด

นโยบายภาคเกษตรกลายเป็น “สนามแข่งแจกเงิน” ของหลายพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นประกันรายได้ ประกันกำไร ลดต้นทุน แจกปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ หรือพักหนี้เกษตรกร แต่คำถามสำคัญคือ มาตรการเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรไทยพ้นความจนได้จริงหรือไม่

รองศาสตราจารย์สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอิสระ และอดีตนักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ประเมินผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นโยบายเกษตรของพรรคใหญ่เกือบทั้งหมดหนีไม่พ้นกับดักประชานิยมมุ่งแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ไม่แตะโครงสร้างการผลิต ตลาด และศักยภาพคน ทั้งนี้การเน้นเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน แจกเงิน เป็นเบี้ยหัวแตก แต่ไม่ได้แก้ที่ราก เกษตรไทยเลยย่ำอยู่กับที่

ข้อมูลที่น่ากังวลคือ ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา รัฐใช้งบอุดหนุนภาคเกษตรจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะโครงการแทรกแซงราคาและประกันรายได้ ประเมิน ตั้งแต่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ต่อเนื่องถึงรัฐบาลประยุทธ์ ใช้เงินไปแล้วราว 1.44 ล้านล้านบาท แต่ผลลัพธ์กลับไม่ทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มอย่างยั่งยืน หนี้สินครัวเรือนเกษตรยังสูง 70–80%

“ชาวบ้านบางส่วนปลูกเพื่อรอเงินช่วยเหลือจากรัฐ เลยไม่พัฒนา ผลผลิตต่อไร่ไม่เพิ่ม คุณภาพไม่ดี รายได้ก็หดตัวต่อเนื่อง”

เทียบกับประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านเกษตร ไม่ได้พึ่งเงินอุดหนุน แต่ลงทุนหนักกับ วิจัยและพัฒนา (R&D) และทุนมนุษย์ เช่น เวียดนาม ไต้หวัน อิสราเอล ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพสินค้า จนแข่งขันตลาดโลกได้ ตรงกันข้ามไทยใช้งบวิจัยเกษตรเพียงปีละหลักพันล้านบาท ขณะที่เวียดนามทุ่มหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ช่องว่างนี้ทำให้ไทยเสียความได้เปรียบด้านพันธุ์พืชและนวัตกรรมอย่างชัดเจน

สำหรับแนวทางของแต่ละพรรค รศ.สมพรประเมินว่า พรรคที่เน้นประกันรายได้หรือแจกเงินโดยตรง เช่น เพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ ยังเป็น “ประชานิยมเต็มรูปแบบ” ที่บิดเบือนกลไกตลาด ส่วนพรรคที่เสนอเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. เป็นโฉนดเสมอภาค แม้ตั้งใจเพิ่มมูลค่าที่ดิน แต่เสี่ยงทำให้ที่ดินหลุดมือเกษตรกรรายย่อย “พอขายได้ สุดท้ายคนจนก็ขาย นายทุนยิ้ม แล้วชาวนาก็เข้าไปบุกรุกป่า วนเป็นปัญหาเดิม” รศ.สมพร กล่าว

ด้านแนวคิดตลาดหรือระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter Trade ) ที่บางพรรคเสนอ มองว่าอาจไม่ตอบโจทย์ในภาวะตลาดโลกที่ยังทำงานปกติ สิ่งที่ควรทำมากกว่าคือ ปรับโครงสร้างตลาดให้แข่งขันจริง ลดมาร์จิ้นคนกลาง และสร้างตลาดกลางหรือสหกรณ์เข้มแข็ง ซึ่งที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ของเกษตรไทยคือพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว มัน ยาง ปาล์ม ข้าวโพด ทำให้รายได้เป็นฤดูกาล ขาดความยืดหยุ่น ขณะที่โมเดลที่รอดกลับเป็นเกษตรผสมผสาน

ตัวอย่างชัดคือ เกษตรกรบนพื้นที่สูงที่หันปลูกกาแฟ อะโวคาโด โกโก้ หรือผลไม้พรีเมียม ควบคู่อนุรักษ์ป่า มีรายได้รายสัปดาห์และต่อเนื่อง รวมถึงโมเดลสวนผสมบ้านแพ้ว ที่ใช้พื้นที่ทุกตารางเมตรสร้างรายได้หลายทาง

“อนาคตเกษตรกรที่จะรวย ไม่ใช่คนปลูกข้าวอย่างเดียว แต่ต้องปลูกหลายอย่าง เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด มีรายได้ทุกเดือน”

ในมุมมหภาค เตือนว่า หากรัฐบาลใหม่ยังเดินนโยบายแจกเงินต่อเนื่อง จะกระทบวินัยการคลัง เพราะหนี้สาธารณะไทยแตะระดับเกือบ 70% ต่อจีดีพีแล้ว ขณะที่ GDP โตต่ำเพียง 1–2% การอุดหนุนเพิ่มอาจยิ่งซ้ำเติมเสถียรภาพการเงินประเทศ

ทางออกที่ยั่งยืนในสายตา รศ.สมพร คือการ “ยกเครื่องโครงสร้าง” ทั้งระบบ ตั้งแต่จัดการน้ำระดับชุมชน ฟื้นดิน พัฒนาพันธุ์ ลงทุน R&D สร้างผู้ให้บริการเครื่องจักรเกษตร (Service Provider) ส่งเสริมสหกรณ์ และพัฒนาเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยต้องเริ่มจากระยะกลาง–ยาว ไม่ใช่นโยบายชามด่วน ถ้าไม่เปลี่ยนวันนี้ อีกสิบปีเกษตรไทยก็ยังติดหล่มเหมือนเดิม

โดยสรุป นโยบายที่เน้นแจกเงินอาจได้คะแนนเสียงเร็ว แต่หากไม่แตะโครงสร้าง ก็ยากจะพาเกษตรกรไทยออกจากวงจรหนี้และความยากจน และภาคเกษตรไทยอาจเสียโอกาสการแข่งขันในเวทีโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ