

In Brief
ฝุ่น PM2.5 ในเมืองใหญ่ของไทยกลับมาเป็นข่าวแทบทุกปี แต่เรายังติดกับดักการถกเถียงแบบเดิมๆ คือชี้นิ้วหาคนผิดเป็นรายกลุ่ม แล้วหวังว่าความรู้สึกผิดหรือการปราบปรามเฉพาะหน้าจะทำให้ปัญหาหมอกควันจางหายไป ความจริงคือ PM2.5 เป็นผลลัพธ์ของ “ระบบ” มากกว่าพฤติกรรมของคนคนเดียว และหนึ่งในระบบที่เรายังจัดการไม่ได้คือภาคการเกษตรที่ยังพึ่ง “การเผา” เป็นทางออกหลัก
ทั้งการเผาวัชพืช เผาเศษฟาง เผาตอซัง หรือเผาเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว ภาพไฟลุกท่วมทุ่งอาจดูเป็นเรื่องไกลเมือง แต่ฝุ่นที่เกิดขึ้นเดินทางเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและย้อนกลับมาหาเมืองใหญ่ในรูปของหมอกควันและค่าฝุ่นที่พุ่งสูง จนกระทบสุขภาพ เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการประเทศ
งานวิจัยจากจีนของ Hefeng Zhang และคณะให้ข้อมูลที่น่าสนใจคือ การเผาเศษวัสดุเกษตรเป็นแหล่งปล่อยฝุ่น PM2.5 โดยตรง และโดยอ้อม งานทดลองที่เผาฟางข้าว ฟางข้าวสาลี และเศษข้าวโพดพบว่าค่าปริมาณฝุ่นที่ปล่อยต่อมวลเชื้อเพลิงสูงมาก และฝุ่นที่ปล่อยออกมามีองค์ประกอบทั้งคาร์บอนอินทรีย์ คาร์บอนดำ และสารพิษที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ เมื่อมองในระดับประเทศ จีนยังพบว่าปริมาณ PM2.5 จากการเผาเศษพืชมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยการเพิ่มขึ้นมาจากการเผาในที่โล่งมากกว่าการเผาในครัวเรือน
แต่การพูดว่า เกษตรกรเผาแล้วจบ เป็นการมองปัญหาผิดจุด เพราะการเผาในหลายพื้นที่ไม่ใช่เรื่องความดื้อด้าน หากเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์และเวลา เกษตรกรต้องเตรียมแปลงให้ทันรอบเพาะปลูก ต้องจัดการเศษวัสดุปริมาณมหาศาลที่ขนย้ายลำบาก และในหลายพื้นที่ไม่มีตลาดรับซื้อ ไม่มีระบบรวบรวม ไม่มีเครื่องจักรหรือบริการที่เข้าถึงได้ ราคาของเศษฟางหรือวัสดุเหลือทิ้งจึงตํ่าจนไม่คุ้มต่อการเก็บเกี่ยวและขนส่ง
เมื่อรัฐไม่ได้ทำให้ “การไม่เผา” เป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าและคุ้มกว่า การเผาจึงกลายเป็นคำตอบที่เร็วที่สุด นี่คือเหตุผลที่การแก้ฝุ่น PM2.5 ต้องเริ่มจากการสร้างระบบภาคเกษตรให้ดี ไม่ใช่เพิ่มด่านตรวจหรือรอให้ฝุ่นขึ้นแล้วค่อยประกาศห้าม
บทเรียนที่น่าสนใจจากหลายประเทศสะท้อนว่าการควบคุมต้องทำสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือมาตรการเชิงบริหารที่จริงจังต่อการเผาในที่โล่ง ตั้งแต่การกำหนดความรับผิดชอบระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น การประสานงานข้ามหน่วยงาน การรณรงค์และให้ความรู้ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างการติดตามจุดความร้อนจากดาวเทียมเพื่อเพิ่มโอกาสตรวจจับและบังคับใช้กฎหมายให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ชั้นที่สองที่สำคัญยิ่งกว่าคือทำให้ไม่ต้องเผา ผ่านการใช้ประโยชน์เศษวัสดุแบบบูรณาการ หลายประเทศให้ความสำคัญกับการคืนฟางสู่ดินด้วยการไถกลบเป็นลำดับแรก แล้วต่อด้วยการใช้เพื่อผลิตพลังงาน ไบโอแก๊ส ทำอาหารสัตว์ หรือแปรรูปเป็นวัสดุอื่น ๆ แนวคิดนี้สำคัญเพราะมันไม่ใช่แค่ห้าม แต่เป็นการสร้าง ห่วงโซ่มูลค่าที่ทำให้เศษวัสดุมีราคามากขึ้น
เมื่อแปลงเป็นโจทย์ของประเทศไทย ภาครัฐต้องทำหน้าที่สร้างตลาดและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่โยนภาระให้เกษตรกรเพียงลำพัง หากต้องการลดการเผาอย่างยั่งยืน ต้องมีระบบรวบรวมและขนส่งเศษวัสดุที่ต้นทุนตํ่า ต้องมีผู้รับซื้อหรือโรงงานปลายทางที่มั่นคง และต้องมีบริการเครื่องจักรที่ทำให้การจัดการหลังเก็บเกี่ยวไม่กลายเป็นภาระทางด้านเวลาและเงินทุนของครัวเรือนเกษตรกร
นอกจากนี้ยังต้องมีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ทั้งจูงใจและกดดันอย่างสมดุล เพราะการอุดหนุนอย่างเดียวอาจไม่พอ หากยังปล่อยให้การเผาถูกกว่าและง่ายกว่า ในขณะเดียวกันการลงโทษอย่างเดียวก็ไม่ยุติธรรม หากรัฐไม่เคยสร้างทางเลือกให้เกษตรกรเลย
สุดท้าย การแก้ฝุ่น PM2.5 จากภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการรับมือรายฤดูกาลไปสู่การสร้างระบบระยะยาวที่ทำให้เศษวัสดุทางการเกษตรกลายเป็นทรัพยากร ไม่ใช่ขยะที่ต้องกำจัดด้วยไฟ หากรัฐลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การติดตามการเผา และการออกแบบตลาดให้ของเหลือทิ้งเหล่านี้มีราคา พร้อมกับยกระดับเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์ เช่น ไถกลบอย่างมีประสิทธิภาพ พลังงานชีวภาพ หรือการแปรรูปวัสดุ เราจะไม่ได้แค่ลดหมอกควันในช่วงหลังเก็บเกี่ยว แต่จะได้ภาคเกษตรที่มีผลิตภาพสูงขึ้น ต้นทุนสิ่งแวดล้อมตํ่าลง และเมืองที่หายใจได้ในระยะยาว นี่คือการแก้ PM2.5 ที่เริ่มจากการสร้าง “ระบบที่ดี” ไม่ใช่การหาคนผิดรายปี
บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง