thansettakij
การเมืองแช่แข็งภาคเกษตร ไทยมัวแจกเงิน ปล่อยเวียดนามทิ้งห่าง

การเมืองแช่แข็งภาคเกษตร ไทยมัวแจกเงิน ปล่อยเวียดนามทิ้งห่าง

11 ก.พ. 2569 | 22:25 น.

นักวิชาการสะท้อนนโยบายเกษตรพรรคการเมือง ยังวนแจกเงิน-ประกันราคา ชี้ไม่แก้โครงสร้าง ทำเกษตรกรติดกับดักหนี้ สูญเสียขีดแข่งขัน ฉุดรั้งไทยเสียโอกาสบนเวทีโลก แนะเร่ง R&D ดันโมเดลพื้นที่สูง-บ้านแพ้วดันสร้างรายวัน-รายสัปดาห์ เร่งขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

KEY

POINTS

  • นโยบายเกษตรของพรรคการเมืองไทยถูกวิจารณ์ว่าเน้นประชานิยมระยะสั้น เช่น การแจกเงินและอุดหนุนราคา แทนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
  • การขาดการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ทำให้ภาคเกษตรไทยเติบโตช้าและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับเวียดนามที่เน้นการปฏิรูปและใช้นวัตกรรมเพิ่มผลผลิต
  • นักวิชาการชี้ว่าเกษตรกรไทยติดกับดักปัญหาด้านการผลิตและตลาด ขณะที่นโยบายภาครัฐมุ่งแทรกแซงราคาแต่ไม่แก้ไขที่ต้นตอ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจน
  • ข้อเสนอแนะคือการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว โดยลงทุนด้านวิจัย เทคโนโลยี และส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสานเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

 นโยบายเกษตรของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ถูกตั้งคำถามหนักว่าเป็นเพียง “ประชานิยมระยะสั้น”ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการผลิต วิจัย ตลาด และที่ดิน ยังไม่ได้รับการแก้ไขจริงจัง เสียงเตือนจากนักวิชาการชี้ชัดว่าหากไม่เร่งปฏิรูป ไทยอาจตามหลังประเทศคู่แข่งมากขึ้น

รองศาสตราจารย์สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอิสระ และอดีตนักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เมื่อติดตามนโยบายภาคเกษตรของแต่ละพรรคการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ภาพรวมยังหนีไม่พ้น “กับดักประชานิยม” เน้นแจกเงิน อุดหนุน และประกันราคา มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องการวิจัย เทคโนโลยี และการปรับทัศนคติของเกษตรกร

การเมืองแช่แข็งภาคเกษตร ไทยมัวแจกเงิน ปล่อยเวียดนามทิ้งห่าง

 ทั้งนี้แนวทางลดต้นทุน แจกคูปองปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ พักหนี้ ล้างหนี้ หรือประกันกำไร ของพรรคการเมือง เป็นเพียงมาตรการระยะสั้นแบบเบี้ยหัวแตก ไม่ได้ทำให้การเกษตรไทยยกระดับ ผลผลิตต่อไร่และคุณภาพไม่ได้เพิ่มขึ้น สุดท้ายรายได้ก็ไม่โต เกษตรกรจึงวนเวียนอยู่กับความยากจน

“ประเทศที่ประสบความสำเร็จ เขาใช้งานวิจัยเป็นหัวหอก ทั้งเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน เวียดนาม ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือแม้แต่อิสราเอล พื้นที่จำกัดหรือเป็นทะเลทรายยังพัฒนาเกษตรได้ เพราะลงทุน R&D จริงจัง ยกตัวอย่างเวียดนามที่เดินหน้าโครงการปฏิรูปต่อเนื่อง พัฒนาพันธุ์ข้าว เพิ่มผลผลิต คุณภาพ และกำไร จนตลาดวิ่งเข้าหา”

ตรงกันข้าม ไทยกลับใช้งบอุดหนุนจำนวนมหาศาล แต่การเติบโตของ GDP ภาคเกษตรยังต่ำ สะท้อนว่าทรัพยากรถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพ ประเมินใน 4 รัฐบาลที่ผ่านมาใช้เงินอุดหนุนเกษตรกรไปแล้วกว่า 1.4 ล้านล้านบาท แต่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อย “ปลูกเพื่อรอเงินช่วยเหลือ” มากกว่าปรับตัว ทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจพัฒนา

รองศาสตราจารย์สมพร กล่าวอีกว่า ปัญหาใหญ่คือเกษตรกรไทยติดอยู่ใน “สองหุบเหว” คือหุบเหวการผลิตและหุบเหวตลาด นโยบายส่วนใหญ่ไปแทรกแซงราคา แต่ไม่แตะต้นน้ำอย่างการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และไม่รื้อโครงสร้างตลาดที่ทำให้ส่วนต่างราคาสูง คนกลางได้ประโยชน์ ขณะที่เกษตรกรขายได้ต่ำ และประเด็นที่ดินก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนด อาจทำให้ที่ดินหลุดมือเกษตรกรรายย่อย นายทุนเข้าซื้อสะสมมากขึ้น แทนที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต หากรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และเทคโนโลยีในชุมชน จะช่วยสร้างรายได้ยั่งยืนกว่า

“โมเดลที่เห็นผลชัด เช่น เกษตรพื้นที่สูงที่ปรับจากข้าวโพดสู่กาแฟ อะโวคาโด โกโก้ และพืชไม้ยืนต้น สร้างรายได้ต่อเนื่อง พร้อมอนุรักษ์ป่า รวมถึงโมเดลบ้านแพ้ว สมุทรสาคร ที่ทำสวนผสม ใช้พื้นที่ทุกตารางเมตรปลูกพืชหลากหลาย ทำให้มีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ แทนการพึ่งรายได้ปีละครั้ง”

อีกทางเลือกสำคัญคือการส่งเสริมผู้ให้บริการทางการเกษตร เช่น โดรน รถเก็บเกี่ยว เครื่องจักร เพื่อให้เกิดตลาดแข่งขัน ลดต้นทุน และเพิ่มมาตรฐานบริการ รวมถึงการสร้างตลาดกลางอย่างที่เคยมีมาในอดีตและพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เพื่อลดส่วนต่างราคาและเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร

รองศาสตราจารย์สมพร ย้ำว่า นโยบายที่เน้นแจกเงินต่อเนื่องยังเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลัง เพราะต้องใช้งบหรือกู้เพิ่ม ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ หากไม่เริ่มปรับโครงสร้างวันนี้ ภาคเกษตรไทยจะยิ่งเสียความสามารถในการแข่งขันให้เพื่อนบ้าน

“ทางรอดคือต้องมองระยะกลาง-ยาว ลงทุนวิจัย พัฒนาแหล่งน้ำ ดิน พันธุ์ และคน ปรับ mindset ให้ทำเกษตรผสมผสาน มีรายได้หลายทางในพื้นที่เท่าเดิม ไม่ใช่แจกเงินอย่างเดียว” สมพรทิ้งท้าย พร้อมฝากข้อเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ใช้เป็นทิศทางขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน”