

In Brief
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์จากโมเดลเศรษฐกิจแบบเส้นตรงไปสู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ถือเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุดอย่างหนึ่งในศตวรรษที่ 21 พลาสติกซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นขยะมูลฝอยที่จัดการยาก กำลังถูกยกระดับสถานะให้กลายเป็น "สินทรัพย์หมุนเวียน" ที่มีมูลค่าสูง ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีและกลไกทางกฎหมายระดับสากล
ในยุคของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลาสติกและวัสดุคอมโพสิต (FRPs) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการลดน้ำหนักรถยนต์เพื่อชดเชยน้ำหนักของแบตเตอรี่ โดยในปี 2023 ภาคยานยนต์มีการใช้ FRPs มากกว่า 3 เมกะตัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 55 ปอนด์ต่อคันภายในปี 2030
อย่างไรก็ตาม รถยนต์หนึ่งคันประกอบด้วยพลาสติกหลายประเภทที่มีคุณสมบัติทางเคมีต่างกัน เช่น Polypropylene (PP) ในกันชน Polyurethane (PU) ในโฟมเบาะนั่ง และ Polycarbonate (PC) ในโคมไฟหน้า ซึ่งความหลากหลายนี้เป็นอุปสรรคสำคัญในการรีไซเคิล หากไม่มีการคัดแยกที่แม่นยำ พลาสติกเหล่านี้จะกลายเป็นกากส่วนตกค้าง (ASR) ที่ต้องจบลงด้วยการฝังกลบหรือเผาทำลาย
กฎระเบียบโลก ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง ในระดับสากล
การหมุนเวียนทรัพยากรถูกขับเคลื่อนด้วยกฎหมายที่เข้มงวด โดยเฉพาะ สหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดว่ายานยนต์รุ่นใหม่ต้องมีส่วนประกอบของพลาสติกรีไซเคิลอย่างน้อย 25% และในจำนวนนั้นต้องมาจากพลาสติกที่รีไซเคิลจากซากยานยนต์เองถึง 25% เพื่อสร้างระบบปิด (Closed-loop)
นอกจากนี้ยังมีหลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) ที่บังคับให้ผู้ผลิตต้องรับภาระจัดการซากรถยนต์ตลอดวงจรชีวิต ขณะที่ ญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการนำทรัพยากรกลับคืนจากซากรถยนต์ (ELV) ได้สูงถึง 99% ผ่านโมเดลความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน
จากการหลอมซ้ำสู่ระดับโมเลกุล เพื่อให้ได้พลาสติกคุณภาพสูง อุตสาหกรรมได้ใช้ 2 เทคโนโลยีหลักควบคู่กัน
1. การรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) เหมาะสำหรับชิ้นส่วนที่สะอาดและคัดแยกง่าย มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำ แต่อาจทำให้คุณภาพวัสดุลดลง
2. การรีไซเคิลทางเคมี (Chemical Recycling) เป็นตัวเปลี่ยนเกมที่สามารถสลายโครงสร้างโพลีเมอร์ให้กลับไปเป็นสารตั้งต้น ทำให้ได้พลาสติกที่มีความบริสุทธิ์สูงเทียบเท่าวัสดุใหม่ แม้จะเป็นพลาสติกผสมหรือปนเปื้อนสีพ่นก็ตาม
กรณีศึกษาจากผู้นำระดับโลก
Renault ก่อตั้งแพลตฟอร์ม "The Future is NEUTRAL" เพื่อจัดการวงจรทรัพยากรครบวงจร โดยในปี 2025 ตั้งเป้าถอดแยกซากรถได้ถึง 425,000 คัน
Honda พัฒนาพลาสติก "Noblen Meguri" ที่นำเศษสีพ่นที่เหลือจากการรีไซเคิลมาสร้างลวดลายใหม่ที่สวยงามบนกระจังหน้า เปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นมูลค่าทางการตลาด
Mazda ใช้เทคโนโลยีเลเซอร์กำจัดสีพ่นบนกันชนเก่าได้มีประสิทธิภาพถึง 99.9% เพื่อนำกลับมาผลิตเป็นกันชนใหม่ที่มีคุณภาพเท่าเดิม
ประเทศไทยมีรถยนต์เก่าที่มีอายุมากกว่า 10-20 ปี รวมกว่า 14 ล้านคัน ซึ่งในอดีตมักถูกจัดการโดยภาคส่วนนอกระบบที่ทิ้งพลาสติกเป็นขยะอันตราย ปัจจุบันเริ่มมีการดำเนินโครงการต้นแบบ ELV Project ร่วมกับ NEDO จากญี่ปุ่น เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐกำลังผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. WEEE ซึ่งกำหนดบทลงโทษผู้ผลิตที่ไม่ปฏิบัติตามแผนจัดการซาก สูงถึง 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคด้านต้นทุน โดยการกำจัดซากอย่างถูกต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000-60,000 บาทต่อคัน แต่ขายวัสดุคืนได้เพียงครึ่งเดียว รัฐจึงพิจารณามาตรการภาษีหรือโปรโมชั่นจูงใจ เช่น "คนละครึ่ง" เพื่อดึงรถเก่าเข้าสู่ระบบ
การออกแบบเพื่ออนาคต (Design for Recycling) หัวใจสำคัญที่จะทำให้พลาสติกเป็นสินทรัพย์คือการออกแบบตั้งแต่เริ่มต้น เช่น
การใช้วัสดุที่มีความหนาแน่นไม่เกิน 0.97 g/cm³ เพื่อให้คัดแยกด้วยน้ำได้ง่าย
หลีกเลี่ยงสีดำ (Carbon Black) เพื่อให้ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดแยกประเภทได้
การใช้โครงสร้างวัสดุชนิดเดียว (Mono-material) และปั๊มรหัสมาตรฐาน ISO 1043 บนชิ้นส่วนเพื่อความรวดเร็วในการถอดแยก
อย่างไรก็ตาม พลาสติกจากยานยนต์ไม่ใช่เเค่ขยะ แต่เป็น "ทรัพยากร" ที่สามารถขับเคลื่อน GDP และสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก หากสามารถบูรณาการกฎหมาย EPR เทคโนโลยีการคัดแยกที่ทันสมัย และกลไกตลาดที่เอื้อต่อพลาสติกรีไซเคิล จะช่วยลดทั้งปัญหามลพิษ PM 2.5 และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคตได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง