

In Brief
ในการเดินหน้าจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะได้ข้อสรุป หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย หรือ RE 100 ได้ระดมความคิดเห็นจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องภายในงาน SOLAR & STORAGE LIVE 2026 เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP เพื่อผลักดันพลังงานหมุนเวียน
รวมถึงการใช้พลังงานสะอาดอย่างเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะปลดออกจากระบบในอนาคต เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC 3.0) ที่ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2593
ทั้งนี้ จากการประเมินศักยภาพของแต่ละเชื้อเพลิงจากประสบการณ์ของภาคเอกชน ได้เสนอให้บรรจุการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและ SMR เข้าระบบตั้งแต่ปี 2569 ไปจนถึงปี 2580 รวมกำลังผลิต 107,200 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนประเทศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามแผน NDC 3.0 ที่วางไว้ได้ และยังช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และฐานการผลิตสมัยใหม่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว 100%
นายวัชรพงศ์ เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย) ชี้ให้เห็นว่า จากประสบการณ์ที่ดำเนินงานในด้านนี้ และข้อมูลของแผนพลังงานลม พบว่า ศักยภาพพลังงานลมมีอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ ประกอบกับเทคโนโลยีปัจจุบันมีต้นทุนตํ่าลง ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม สามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ ซึ่งปัจจุบันพบว่า มีราคาตํ่ากว่า 3 บาทต่อหน่วย แต่หากมีปริมาณการรับซื้อเพิ่มมากขึ้น จะทําให้ราคาไฟฟ้าลดตํ่าลงได้อีกด้วย
ดังนั้น การจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ควรที่จะพิจารณาเป้าหมาย การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เป็นแหล่งพลังงานที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ โดยเสนอในระยะสั้น 5 ปี (2569-2573) ควรมีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 17,000 เมกะวัตต์ และเป้าหมายในระยะยาว หรือ ตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป สามารถเพิ่มได้มากกว่า 100,000 เมกะวัตต์ ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและศักยภาพที่สามารถใช้ได้ในขณะนั้น
ขณะที่ นายชัพมนต์ จันทร-พงศ์พันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA) กล่าวว่า ด้วยเทคโนโลยีของโซลาร์เซลล์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และมีต้นทุนราคาตํ่า ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมาก และสามารถนำมาตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวของภาคอุตสาหกรรมที่มีเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100 % หรือ RE 100 ได้ โดยเสนอช่วงปี 2569-2580 น่าจะมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าได้ถึง 41,200 เมกะวัตต์
ส่วนนายทวี จงควินิต รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานขยะยังมีความจำเป็น เพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมืองที่ถูกทิ้งสูงถึง 27.82 ล้านตันต่อปี ดังนั้น เพื่อให้ครอบคลุมกับการกำจัดขยะที่มีอยู่ ในการจัดทำแผน PDP ใหม่ ควรจะบรรจุการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนเข้าอีกราว 300 เมกะวัตต์ เพื่อเร่งรัดการบริหารจัดการขยะให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากแผนเดิมที่มีการบรรจุอยู่แล้ว 900 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งหมดจะช่วยช่วยลดพื้นที่ที่ต้องใช้ในการฝังกลบขยะได้มากถึง 89,430 ไร่ และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ลงได้กว่า 7,128,026 ตันต่อปี
นายศุภฤกษ์ ยิ้มกอบกิจ นายกสมาคมก๊าซชีวภาพไทย กล่าวว่า ในการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ถือโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตฟ้าจากก๊าซชีวภาพจากนํ้าเสียและพืชพลังงาน ซึ่งจากการประเมินศักยภาพก๊าซชีวภาพจากนํ้าเสียคงเหลือ พบว่ามีตัวเลขสูงถึง 1,662.64 KTOE หากนำมาบริหารจัดการเพื่อผลิตพลังงานจะมีความสามารถเทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 772.58 เมกะวัตต์ หรือสามารถนำไปผลิตเป็นก๊าซชีวภาพอัดเหลว (LBM) ได้ปริมาณ 4,318 ตันต่อวัน
ขณะเดียวกันศักยภาพจากพืชพลังงาน จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต โดยมีการประเมินพื้นที่ศักยภาพสำหรับปลูกพืชพลังงาน สามารถรองรับการผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 4,050 เมกะวัตต์ คิดเป็นศักยภาพความร้อนที่เพิ่มขึ้นกว่า 1,539 KTOE หรือเทียบเท่ากับการผลิตก๊าซชีวภาพอัดเหลว (LBM )ได้มากถึง 13,333 ตันต่อวัน ซึ่งการกำหนดนโยบายในร่างแผน PDP จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมและของเสียจากอุตสาหกรรมให้กลายเป็นแหล่งพลังงานทดแทนฟอสซิลที่ยั่งยืนของประเทศได้
นายวรรณฑิต อัมพุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานโรงไฟฟ้าภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริษัท มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ จำกัด กล่าวว่า ประเทศมีวัสดุชีวมวลคงเหลือจากการเกษตรในปริมาณที่มากประมาณ 20 ล้านตัน ซึ่งจากศักยภาพดังกล่าว จึงได้จัดทำข้อเสนอประเมินการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวลภายใต้แผน PDP ช่วงปี 2569-2580 รวมทั้งสิ้น 1,400 เมกะวัตต์ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นในปี 2569-2573 ด้วยเป้าหมาย 300 เมกะวัตต์ ผ่านการส่งเสริมเครื่องจักรเก็บเกี่ยวแบบเดิม
จากนั้นในช่วงปี 2574-2576 จะขยายปริมาณเพิ่มอีก 300 เมกะวัตต์ พร้อมทดลองรูปแบบการเก็บเกี่ยวและรวบรวมแบบใหม่ และในระยะสุดท้ายปี 2577-2580 จะเพิ่มปริมาณรับซื้ออีกปีละ 400 เมกะวัตต์ เพื่อขยายผลนวัตกรรมเครื่องจักรเก็บเกี่ยวที่สามารถรวบรวมชีวมวลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดเต็มพื้นที่
ผศ.ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจําภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ชี้ให้เห็นว่า การนำโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactors (SMRs) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และช่วงสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน มีความปลอดภัยสูง ซึ่งตามฉากทัศน์ “Nuclear-Max” ในปี 2050 มีเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็น 60 % ของแผนการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติและถ่านหินให้หมดไป
แม้ว่าการเริ่มต้นโครงการจะมีความท้าทายด้านต้นทุนการก่อสร้างที่สูง และการสร้างความเข้าใจกับภาคประชาชน แต่เสถียรภาพทางพลังงานและต้นทุนการเดินเครื่องที่ตํ่าและคงที่ของเชื้อเพลิงยูเรเนียม จะเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง