

In Brief
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางกระแสโลกที่เร่งผลักดันการลดโลกร้อนและการค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรไทยกำลังเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายในการปรับตัว พรรคการเมืองหลายพรรคจึงออกนโยบายรับมือโดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 2569 โดยยืนยันว่าสามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการดูแลสิ่งแวดล้อมได้จริง ผ่านการเปลี่ยนจากการเกษตรแบบเดิมสู่ "เศรษฐกิจสีเขียว" ด้วยกลไกตอบแทนทางการเงินที่จับต้องได้
ภายในงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย พรรคการเมืองตอบคำถามเพื่อการเลือกตั้ง 2569 ภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณและความเป็นไปได้เชิงนโยบาย” เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
ตลาดคาร์บอนเครดิต-กลไกหลักสร้างรายได้
พรรครวมไทยสร้างชาติ สนับสนุนการปลูกข้าวแบบ "เปียกสลับแห้ง" เพื่อลดก๊าซมีเทน โดยให้กระทรวงการคลังดูแลการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยตรง ขณะที่พรรคไทยก้าวใหม่ เสนอตั้ง "ธนาคารกลาง" คาร์บอนเครดิต เพื่อให้เกษตรกรรู้ผลตอบแทนชัดเจน
พรรคเพื่อไทย เน้นส่งเสริมมาตรฐานคาร์บอน และระดมทุนผ่านพันธบัตรสีเขียว สนับสนุนเกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เสนอ "พันธบัตรป่าไม้" เปลี่ยนผู้ปลูกป่าเป็นเหมือนพนักงานรัฐที่มีเงินเดือนค่าดูแลป่า
พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน มุ่งผลักดัน "ข้าวคาร์บอนต่ำ" เพื่อผ่านกติกาการค้าโลกอย่าง CBAM เข้าสู่ตลาดพรีเมียม ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ เน้นผลิตอาหารเป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการทำไบโอชาร์เพิ่มมูลค่า
พรรคประชาธิปัตย์ ใช้มาตรฐาน GI หรือ TPO ยืนยันแหล่งกำเนิดที่ดูแลสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ขายสินค้าในราคาพรีเมียม
ลดต้นทุน-เพิ่มทางเลือกรายได้ใหม่
พรรคประชาชน เสนอสร้างรายได้จากสิ่งแวดล้อม 4 ทาง ได้แก่ เนื้อไม้ สมุนไพร และลดต้นทุนสารเคมี โดยรัฐอุดหนุนโดยตรง ส่วนพรรคกล้าธรรม เสนอทำสวนยางผลิตอาหารร่วมกับปลูกยาง เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและลดการพึ่งพารายได้จากยางเพียงอย่างเดียว
พรรคเศรษฐกิจ มุ่งสร้าง "แบรนด์ประเทศไทย" ที่เน้นความยั่งยืนผ่านนิคมการเกษตร ดึงมูลค่าเพิ่มจากเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) กลับสู่เกษตรกร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง