

KEY
POINTS
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าและการลงทุนโลกที่มุ่งเน้นมาตรฐานคาร์บอนตํ่า ธุรกิจไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงและลดการปล่อยได้ยาก (hard-to-abate sectors) เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และเคมีภัณฑ์ รวมถึงกลุ่มที่ใช้พลังงานเข้มข้น (energy-intensive sectors) เช่น แก้วและเซรามิก กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ต้องปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
จากการศึกษาพบว่ามีธุรกิจที่คาดว่าจะเผชิญแรงกดดันภายในประเทศให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2,110 บริษัท ซึ่งแม้ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะเป็นพื้นที่ของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริงกลับมีธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) แฝงตัวอยู่ในห่วงโซ่การผลิตถึง 60-70% สะท้อนว่าแรงกดดันนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่คิด
อีกทั้งธุรกิจส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้พลังงานเข้มข้นซึ่งมีสัดส่วนธุรกิจที่ดำเนินงานมากกว่า 20 ปี สูงถึง 60% แม้การดำเนินงานที่ยาวนานจะช่วยให้มีความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินที่มั่นคง แต่ก็ต้องแบกรับภาระจากสินทรัพย์เดิม (legacy assets) หรือเครื่องจักรเก่าที่ผูกติดกับเทคโนโลยีคาร์บอนสูง ทำให้การตัดสินใจลงทุนใหม่มีความซับซ้อนและเสี่ยงต่อภาวะสินทรัพย์ด้อยค่า (stranded assets)
หากต้องปรับปรุงหรือทดแทนสินทรัพย์ก่อนหมดอายุการใช้งานจริง การพิจารณาถึงความพร้อมทางการเงิน พบว่าธุรกิจในกลุ่มเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่าธุรกิจทั่วไปอย่างชัดเจน ทั้งในด้านสภาพคล่องและความสามารถในการทำกำไร (ROA)
ข้อจำกัดด้านกระแสเงินสดนี้เองที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการลงทุนล่วงหน้าสำหรับเทคโนโลยีสะอาดที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ขณะที่ผลตอบแทนหรือผลประหยัดมักจะเกิดขึ้นภายหลัง ความต้องการเงินลงทุนรวมเพื่อการเปลี่ยนผ่านในภาคธุรกิจไทยอาจสูงถึง 134,476 ล้านบาท ภายใต้ฉากทัศน์ที่ต้องเร่งการปรับตัวอย่างเข้มข้น โดยมีความต้องการเงินทุนจากภายนอกสูงกว่า 107,581 ล้านบาท ความท้าทายหลักอยู่ที่กลุ่มปูนซีเมนต์และเคมีภัณฑ์ ซึ่งต้องพึ่งพากระบวนการให้ความร้อนสูงและสินทรัพย์ขนาดใหญ่ การลดคาร์บอนจึงต้องลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น การใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
ความพร้อมของธุรกิจไทยในปัจจุบันจึงยังอยู่ในระดับที่ต้องพึ่งพากลไกสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านเส้นทางการลดคาร์บอนรายสาขา ที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือเครื่องมือทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (transition finance) การออกแบบ transition finance ไม่ควรเป็นมาตรการแบบที่ใช้เหมือนกันหมดทุกคน (one-size-fits-all) แต่ต้องสอดคล้องกับระดับความพร้อมและความเสี่ยงของธุรกิจแต่ละกลุ่ม โดยควรยึดแนวคิดการเปลี่ยนผ่านที่ไม่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรง (less disruptive transition) สนับสนุนการปรับตัวจากกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซสูงไปสู่กิจกรรมที่ปล่อยน้อยลงจนถึงกิจกรรมสีเขียวในระยะยาว
ดังนั้นการออกแบบ transition finance ของไทยควรประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 5 ด้านเริ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย เช่น สินเชื่อหรือพันธบัตรเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้เริ่มผลักดันผ่านโครงการ Financing the Transition (FTT) ที่มียอดสินเชื่อสะสมกว่า 1.63 แสนล้านบาท
ประการที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและมาตรฐาน เช่น Thailand Taxonomy เพื่อเป็นภาษากลางในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประการที่ 3 คือการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าหรือกลไกคํ้าประกันความเสี่ยงจากภาครัฐ เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนล่วงหน้าที่มีต้นทุนสูง
ประการที่ 4 คือการยกระดับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของสถาบันการเงิน เพื่อให้การจัดสรรเงินทุนสะท้อนความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านได้ดียิ่งขึ้น และประการสุดท้ายคือการพัฒนาศักยภาพ (capacity building) ของบุคลากรในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาแก่กลุ่ม SMEs ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร
ความสำเร็จของระบบนิเวศนี้ไม่ได้วัดเพียงแค่มูลค่าเงินทุน แต่คือการทำให้ธุรกิจเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านได้อย่างยั่งยืน การเชื่อมโยงเป้าหมายการลดคาร์บอนเข้ากับความพร้อมทางการเงินของแต่ละบริษัทจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่สะดุด และช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกท่ามกลางกติกาใหม่ของเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนความกดดันนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
บทความโดย : ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์
ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง