thansettakij
thansettakij
สนพ.กางโรดแมป SAF ดันไทยฮับพลังงานสะอาด 'การบินสีเขียว'

สนพ.กางโรดแมป SAF ดันไทยฮับพลังงานสะอาด 'การบินสีเขียว'

07 ส.ค. 69 | 09:02 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ส.ค. 69 | 09:02 น.

สนพ.เปิดแผนผลักดันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เริ่มผสม 1% ตั้งแต่ปี 2569 ก่อนทยอยเพิ่มเป็น 5-8% ภายในปี 2580 พร้อมเสนอ 7 มาตรการเร่งการลงทุนและการผลิต คาดสร้างผลตอบแทนทางสังคม 7.84 เท่าของเงินลงทุน ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการบินและพลังงานสะอาดของภูมิภาค

KEY

POINTS

  • สนพ. วางโรดแมปการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) 4 ระยะ เริ่มต้นปี 2569 ที่สัดส่วนผสม 1% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 5-8% ภายในปี 2580 เพื่อผลักดันไทยสู่ฮับพลังงานสะอาด
  • เสนอ 7 มาตรการสนับสนุนเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุน เช่น การจัดตั้งกองทุน SAF Fund การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่าน BOI และการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ
  • คาดการณ์ว่าแผนงาน SAF จะสร้างผลตอบแทนทางสังคม (SROI) 7.84 เท่า สร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศ และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 5.6 ล้านตันใน 12 ปี

ภายใต้ร่าง Oil Plan 2024 ได้กำหนด แผนงานเป้าหมายการผสม SAF ในประเทศไทย (Roadmap) แบบค่อยเป็นค่อยไปรวม 4 ระยะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยใน ระยะที่ 1 (ปี 2569) จะเริ่มต้นการสมัครใช้สัดส่วนการผสมที่ 1% หรือคิดเป็นปริมาณความต้องการใช้ประมาณ 0.2 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งในช่วงแรกนี้จะพึ่งพาเทคโนโลยี HEFA ที่มีความพร้อม โดยใช้นํ้ามันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว (UCO) เป็นวัตถุดิบหลัก จากนั้นใน ระยะที่ 2 (ปี 2570-2572) จะขยายสัดส่วนการผสมเป็น 1-2 % พร้อมทั้งมีการทบทวนแผนงานเป็นระยะ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ตลาด

เมื่อเข้าสู่ ระยะที่ 3 (ปี พ.ศ. 2573-2575) สัดส่วนการผสมจะยกระดับขึ้น 3-5% โดยในระยะนี้จะเริ่มนำเทคโนโลยี AtJ ที่ผลิตจากกากนํ้าตาลและเอทานอลเข้ามาเสริมทัพวัตถุดิบ และก้าวสู่ ระยะที่ 4 (ปี 2576-2580) ด้วยเป้าหมายการผสมที่ 5-8% ซึ่งจะเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีที่หลากหลายและการใช้วัตถุดิบขั้นสูง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพานํ้ามันฟอสซิลอย่างยั่งยืน

สนพ.กางโรดแมป SAF ดันไทยฮับพลังงานสะอาด 'การบินสีเขียว'

ทั้งนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการผลิตและการใช้ SAF ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาถึงแนวทางการส่งเสริม SAF เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการส่งเสริมการผลิตและการใช้ SAF ที่จะช่วยสนับสนุนในการขับเคลื่อนประเทศสู่การใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันผลการศึกษาอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

ชง 7 มาตรการ หนุนลงทุน-ตั้งกองทุน SAF เร่งอุตสาหกรรมไทย

จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ประเทศจำเป็นต้องมีกลไกและมาตรการสนับสนุนเชื้อเพลิง SAF ทั้ง 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ บริหารจัดการวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ และพัฒนาระบบรับรองความยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับ หรือ Traceability System ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก

2.มาตรการทางด้านการเงินเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน โดยเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุน SAF Fund ที่ได้รับรายได้จากการจัดเก็บภาษีคาร์บอน และการจัดเก็บค่าธรรมเนียม SAF Levy จากผู้ใช้งานคล้ายกับโมเดลของสิงคโปร์ เพื่อนำเงินมาอุดหนุนส่วนต่างราคาในช่วงเริ่มต้นและสร้างอุปสงค์ที่แน่นอน รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินสีเขียวอย่าง Green Loan และ Green Bond จากสถาบันการเงิน

3.การสนับสนุนด้านการลงทุนเพื่อลดต้นทุนเงินลงทุนเริ่มต้น (Capital Cost) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการผลิต SAF โดยเสนอให้กำหนดสิทธิประโยชน์ภาษีเพิ่มเติมผ่าน BOI เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และการมอบเงินอุดหนุนการลงทุนบางส่วน หรือ Capital Grant เพื่อเร่งให้เกิดโรงงานผลิตจริง

4. การสนับสนุนตามปริมาณการผลิต เพื่อช่วยลดส่วนต่างราคาระหว่าง SAF และนํ้ามันฟอสซิล โดยเสนอให้พิจารณาใช้กลไก Product Incentive หรือการให้เงินสนับสนุนตามหน่วยการผลิตจริง ในช่วงเริ่มต้นที่อุตสาหกรรมยังไม่มีกำไร

ดึง UCO-กากน้ำตาล ป้อนโรงงาน สร้างความมั่นคงวัตถุดิบ

5.การสร้างความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบ (Feedstock Security) ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลสมดุลวัตถุดิบระดับประเทศ (National Feedstock Balance) และระบบติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบดิจิทัล เพื่อรองรับมาตรฐาน ISCC และ RSB รวมถึงมีมาตรการรวบรวม UCO จากภาคครัวเรือนและคุมการส่งออกวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์

6.การสร้างอุปสงค์ระยะยาว ผ่านการกำหนดเป้าหมายสัดส่วนการใช้ตาม Technology Roadmap เพื่อกระจายความเสี่ยงและส่งเสริมความหลากหลายของเทคโนโลยีการผลิต และ 7.การสร้างมูลค่าคาร์บอนจากการใช้เชื้อเพลิง SAF โดยพัฒนาเชื่อมโยงกับระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และระบบ Book-and-Claim เพื่อเปลี่ยนการลดคาร์บอนให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เสริมให้แก่สายการบิน

ชู Hybrid Pricing Model ลดต้นทุนผู้ผลิต-ไม่เพิ่มภาระสายการบิน

อีกทั้ง ผลการศึกษายังเสนอแนะเรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดราคาอ้างอิง โดยได้เสนอรูปแบบ Hybrid Pricing Model ที่ผสมผสานแบบจำลอง 3 รูปแบบเข้าด้วยกัน คือ Cost of Production Model เพื่อระบุราคาขายขั้นตํ่าที่ยั่งยืน Fossil Model เพื่อประเมินภาระต้นทุนส่วนเพิ่ม และ SAF Index Model เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนสัญญาณตลาดโลก กลไกราคาที่สมดุลนี้จะช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ผลิตและไม่สร้างภาระให้สายการบินมากเกินไป นอกจากนี้ยังนำบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น การจัดเก็บ SAF Levy ในสิงคโปร์ที่มีการกำหนดอัตราตามระยะทางและชั้นที่นั่ง เพื่อรวบรวมความต้องการใช้แบบ Central Procurement ซึ่งช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองในการจัดซื้อ SAF ในปริมาณมาก และการใช้ระบบเครดิตภาษีในสหรัฐอเมริกาเพื่อกระตุ้นการผลิตจากวัตถุดิบเกษตรในท้องถิ่น

ลงทุน 1 บาท คืนประโยชน์ 7.84 บาท ลดคาร์บอนกว่า 5.6 ล้านตัน

ในผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์โดยรวมของประเทศที่จะได้รับ หากดำเนินตามแผนงานส่งเสริม SAF จะก่อให้เกิดความคุ้มค่า โดยมีอัตราผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) สูงถึง 7.84 เท่า หรือการลงทุน 1 บาท ประเทศจะได้ประโยชน์กลับคืนมาถึง 7.84 บาท ภายในระยะเวลา 12 ปี สามารถสร้างรายได้แก่ผู้ผลิต SAF มากกว่า 1.76 แสนล้านบาท และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ภาคเกษตรกรรมและสังคมจากการขายวัตถุดิบ UCO และกากนํ้าตาลกว่า 62,504 ล้านบาท ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลคิดเป็นมูลค่าราว  12,743 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันให้แก่สายการบินได้ถึง 49,933 ล้านบาท เนื่องจากผู้โดยสารมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้บริการที่ลดภาระทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์( CO2) สะสมมากกว่า 5.6 ล้านตัน ในระยะเวลา 12 ปี ซึ่งหากประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการปล่อย CO2 ที่ลดลง ด้วยแนวคิด The social cost of carbon (SCC) คิดเป็นมูลค่า ถึง 42,322. ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของภาครัฐได้ถึง 15,444 ล้านบาท

สรุปได้ว่า การขับเคลื่อน SAF ไม่เพียงแต่จะเป็นกุญแจสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการบินที่ยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (BCG) สร้างงาน สร้างรายได้แก่เกษตรกรไทย และยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสีเขียวระดับสากลอย่างแท้จริง