

KEY
POINTS
ภายใต้ร่าง Oil Plan 2024 ได้กำหนด แผนงานเป้าหมายการผสม SAF ในประเทศไทย (Roadmap) แบบค่อยเป็นค่อยไปรวม 4 ระยะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยใน ระยะที่ 1 (ปี 2569) จะเริ่มต้นการสมัครใช้สัดส่วนการผสมที่ 1% หรือคิดเป็นปริมาณความต้องการใช้ประมาณ 0.2 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งในช่วงแรกนี้จะพึ่งพาเทคโนโลยี HEFA ที่มีความพร้อม โดยใช้นํ้ามันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว (UCO) เป็นวัตถุดิบหลัก จากนั้นใน ระยะที่ 2 (ปี 2570-2572) จะขยายสัดส่วนการผสมเป็น 1-2 % พร้อมทั้งมีการทบทวนแผนงานเป็นระยะ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ตลาด
เมื่อเข้าสู่ ระยะที่ 3 (ปี พ.ศ. 2573-2575) สัดส่วนการผสมจะยกระดับขึ้น 3-5% โดยในระยะนี้จะเริ่มนำเทคโนโลยี AtJ ที่ผลิตจากกากนํ้าตาลและเอทานอลเข้ามาเสริมทัพวัตถุดิบ และก้าวสู่ ระยะที่ 4 (ปี 2576-2580) ด้วยเป้าหมายการผสมที่ 5-8% ซึ่งจะเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีที่หลากหลายและการใช้วัตถุดิบขั้นสูง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพานํ้ามันฟอสซิลอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการผลิตและการใช้ SAF ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาถึงแนวทางการส่งเสริม SAF เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการส่งเสริมการผลิตและการใช้ SAF ที่จะช่วยสนับสนุนในการขับเคลื่อนประเทศสู่การใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันผลการศึกษาอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ประเทศจำเป็นต้องมีกลไกและมาตรการสนับสนุนเชื้อเพลิง SAF ทั้ง 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ บริหารจัดการวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ และพัฒนาระบบรับรองความยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับ หรือ Traceability System ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก
2.มาตรการทางด้านการเงินเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน โดยเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุน SAF Fund ที่ได้รับรายได้จากการจัดเก็บภาษีคาร์บอน และการจัดเก็บค่าธรรมเนียม SAF Levy จากผู้ใช้งานคล้ายกับโมเดลของสิงคโปร์ เพื่อนำเงินมาอุดหนุนส่วนต่างราคาในช่วงเริ่มต้นและสร้างอุปสงค์ที่แน่นอน รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินสีเขียวอย่าง Green Loan และ Green Bond จากสถาบันการเงิน
3.การสนับสนุนด้านการลงทุนเพื่อลดต้นทุนเงินลงทุนเริ่มต้น (Capital Cost) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการผลิต SAF โดยเสนอให้กำหนดสิทธิประโยชน์ภาษีเพิ่มเติมผ่าน BOI เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และการมอบเงินอุดหนุนการลงทุนบางส่วน หรือ Capital Grant เพื่อเร่งให้เกิดโรงงานผลิตจริง
4. การสนับสนุนตามปริมาณการผลิต เพื่อช่วยลดส่วนต่างราคาระหว่าง SAF และนํ้ามันฟอสซิล โดยเสนอให้พิจารณาใช้กลไก Product Incentive หรือการให้เงินสนับสนุนตามหน่วยการผลิตจริง ในช่วงเริ่มต้นที่อุตสาหกรรมยังไม่มีกำไร
5.การสร้างความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบ (Feedstock Security) ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลสมดุลวัตถุดิบระดับประเทศ (National Feedstock Balance) และระบบติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบดิจิทัล เพื่อรองรับมาตรฐาน ISCC และ RSB รวมถึงมีมาตรการรวบรวม UCO จากภาคครัวเรือนและคุมการส่งออกวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์
6.การสร้างอุปสงค์ระยะยาว ผ่านการกำหนดเป้าหมายสัดส่วนการใช้ตาม Technology Roadmap เพื่อกระจายความเสี่ยงและส่งเสริมความหลากหลายของเทคโนโลยีการผลิต และ 7.การสร้างมูลค่าคาร์บอนจากการใช้เชื้อเพลิง SAF โดยพัฒนาเชื่อมโยงกับระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และระบบ Book-and-Claim เพื่อเปลี่ยนการลดคาร์บอนให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เสริมให้แก่สายการบิน
อีกทั้ง ผลการศึกษายังเสนอแนะเรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดราคาอ้างอิง โดยได้เสนอรูปแบบ Hybrid Pricing Model ที่ผสมผสานแบบจำลอง 3 รูปแบบเข้าด้วยกัน คือ Cost of Production Model เพื่อระบุราคาขายขั้นตํ่าที่ยั่งยืน Fossil Model เพื่อประเมินภาระต้นทุนส่วนเพิ่ม และ SAF Index Model เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนสัญญาณตลาดโลก กลไกราคาที่สมดุลนี้จะช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ผลิตและไม่สร้างภาระให้สายการบินมากเกินไป นอกจากนี้ยังนำบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น การจัดเก็บ SAF Levy ในสิงคโปร์ที่มีการกำหนดอัตราตามระยะทางและชั้นที่นั่ง เพื่อรวบรวมความต้องการใช้แบบ Central Procurement ซึ่งช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองในการจัดซื้อ SAF ในปริมาณมาก และการใช้ระบบเครดิตภาษีในสหรัฐอเมริกาเพื่อกระตุ้นการผลิตจากวัตถุดิบเกษตรในท้องถิ่น
ในผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์โดยรวมของประเทศที่จะได้รับ หากดำเนินตามแผนงานส่งเสริม SAF จะก่อให้เกิดความคุ้มค่า โดยมีอัตราผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) สูงถึง 7.84 เท่า หรือการลงทุน 1 บาท ประเทศจะได้ประโยชน์กลับคืนมาถึง 7.84 บาท ภายในระยะเวลา 12 ปี สามารถสร้างรายได้แก่ผู้ผลิต SAF มากกว่า 1.76 แสนล้านบาท และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ภาคเกษตรกรรมและสังคมจากการขายวัตถุดิบ UCO และกากนํ้าตาลกว่า 62,504 ล้านบาท ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลคิดเป็นมูลค่าราว 12,743 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันให้แก่สายการบินได้ถึง 49,933 ล้านบาท เนื่องจากผู้โดยสารมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้บริการที่ลดภาระทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์( CO2) สะสมมากกว่า 5.6 ล้านตัน ในระยะเวลา 12 ปี ซึ่งหากประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการปล่อย CO2 ที่ลดลง ด้วยแนวคิด The social cost of carbon (SCC) คิดเป็นมูลค่า ถึง 42,322. ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของภาครัฐได้ถึง 15,444 ล้านบาท
สรุปได้ว่า การขับเคลื่อน SAF ไม่เพียงแต่จะเป็นกุญแจสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการบินที่ยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (BCG) สร้างงาน สร้างรายได้แก่เกษตรกรไทย และยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสีเขียวระดับสากลอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง