

In Brief
ท่ามกลางวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้รับการบันทึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า ส่งผลให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากภาวะโลกร้อน วิกฤตนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมหรืออุทกภัยเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายนี้ นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ได้ออกมาฉายภาพให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในวิกฤต โดยยืนยันว่าการปรับตัวสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่ภาระทางการเงินอีกต่อไป แต่คืออาวุธสำคัญที่จะกำหนดทิศทางความอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจไทยในเวทีโลก
นายอธิป กล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา ราคาของเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากจีน มีราคาลดตํ่าลงที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
ปัจจัยนี้กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านโปรไฟล์การผลิตไฟฟ้าของโลก จากพลังงานดั้งเดิม (Traditional) ไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable) อย่างรวดเร็ว โดยสถิติระบุว่าในปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้ไฟฟ้าของโลกเติบโต 3.3% แต่กำลังการผลิตจากโซลาร์กลับเติบโตสูงถึง 30% และพลังงานลมเติบโต 7%
สาเหตุหลักที่ทำให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปัจจุบันมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1. การเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งหากมีการลงทุนตามเป้าหมายอาจทำให้ประเทศไทยต้องพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการ
2. การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ทำให้พฤติกรรมการใช้พลังงานเปลี่ยนไป
และ 3. การใช้ไฟฟ้าเพื่อสร้างความเย็น จากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น แม้แต่ประเทศมหาอำนาจทางเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่นยังเริ่มพิจารณานำพลังงานนิวเคลียร์กลับมาบรรจุในแผนการผลิตไฟฟ้าอีกครั้งเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center
ทั้งนี้ มองว่า ในปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อราคาของระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) คาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 80 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง จากปัจจุบันที่อยู่ระดับกว่า 100 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เมื่อถึงจุดนั้นการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน โดยทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ (Buffer) และช่วยบริหารจัดการการใช้ไฟให้คุ้มค่าที่สุด เช่น การกักเก็บไฟฟ้าจากโซลาร์ในช่วงกลางวันที่มีราคาถูกเพื่อนำออกมาใช้หรือขายในช่วงกลางคืนที่มีราคาสูง ซึ่งโมเดลนี้ประสบความสำเร็จแล้วในอังกฤษ
สำหรับผู้ประกอบการที่กังวลเรื่องต้นทุน นายอธิปยืนยันว่า “Green Premium” หรือการต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อรักษ์โลกนั้นได้หายไปแล้ว ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสีเขียวถึง 55% ที่สามารถลงทุนแล้วสร้างความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนได้ทันทีที่เริ่มใช้งาน และอีก 20% เป็นเทคโนโลยีที่ต้องการเงินลงทุนเพิ่มเพียงเล็กน้อยแต่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเมื่อพิจารณาปัจจัยเสริม เช่น มาตรการภาษีคาร์บอน ทำให้รวมแล้วกว่า 75% ของเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันคุ้มค่าที่จะลงทุนแล้ว มีเพียงกว่า 20% ที่เหลือที่ยังต้องรอการพัฒนาให้ราคาถูกลงเพื่อความคุ้มทุนในการก้าวไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero )
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความกังวลว่านโยบาย “America First” ของสหรัฐอเมริกา ที่หันกลับไปหาพลังงานฟอสซิลอาจทำให้กระแสโลกเปลี่ยนทิศ แต่นายอธิปมองว่า เป็นเพียงความจำเป็นชั่วคราวจากการใช้ทรัพยากรภายในประเทศที่มีอยู่มหาศาลเพื่อสร้างงาน แต่ในภาพรวมกระแสหลักของโลกยังคงมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนเพราะกลไกทางเศรษฐศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าพลังงานสะอาดมีต้นทุนถูกกว่า
นอกจากนี้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนหรือ CBAM ของสหภาพ ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาสร้าง “Level Playing Field” หรือความเท่าเทียมในการแข่งขัน หากธุรกิจไทยต้องการรักษาตลาดพรีเมียมในยุโรป การปรับตัวลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นตั๋วในการเข้าสู่ตลาด
นายอธิป เสนอแนะให้ธุรกิจไทยใช้กลยุทธ์ “ค่อยๆ กรีน” (Gradual Green) เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขัน โดยเริ่มจากสิ่งที่คุ้มทุนทันที เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนไฟฟ้าต่อหน่วยไม่ถึง 2 บาท และคืนทุนได้ในเวลาเพียง 4-5 ปี หรือการใช้มอเตอร์อัจฉริยะที่ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 20% การเริ่มทำตั้งแต่วันนี้จะดีกว่าการรอจนถึงวันที่มาตรการบังคับใช้ เพราะการปรับตัวต้องใช้เวลา และหากไม่เตรียมพร้อมอาจต้องจบลงด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงกว่า
ทั้งนี้ ทางบริษัทพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งในแง่ของเงินทุนที่บริษัทพร้อมเข้าไปร่วมลงทุน หรือการเชื่อมต่อกับสถาบันการเงินเพื่อขอ Green Loan ที่มีอัตราดอกเบี้ยตํ่ากว่าปกติ หากโครงการนั้นมีมาตรฐานการตรวจวัดคาร์บอนที่ชัดเจนตามเกณฑ์ PCAF เพื่อป้องกันปัญหาการสร้างภาพลักษณ์รักษ์โลกแต่ไม่ได้ทำจริง
ความสำเร็จของทิศทางนี้สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของบริษัท โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา กำไรสุทธิของบริษัทเติบโตขึ้นเกือบ 10 เท่า จากปี 2566 และมีแผนงานที่จะรับรู้ผล (Realize) จากโซลูชันสีเขียวอีกมากกว่า 100 โครงการในปี 2569 นี้
โครงการที่โดดเด่นคือการร่วมมือกับ อบจ.กาญจนบุรี ในการเปลี่ยนผ่านสู่รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) 20 คัน โดยมุ่งหวังให้กาญจนบุรีเป็นต้นแบบ Green Destination เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่เริ่มมีการตรวจวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตลอดการเดินทาง
นอกจากนี้ บริษัทยังรุกขยายสู่ผู้เล่นรายย่อย โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ EV ที่สามารถเคลมคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากลได้ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้กับผู้ลงทุน
นายอธิปทิ้งท้ายว่า การตรวจวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เหมือนการตรวจเลือด เพื่อให้รู้จุดที่ต้องพัฒนา ที่สำคัญคือถ้าผู้ประกอบการเข้าใจว่า Solution ไหนที่สามารถติดตั้งแล้วแข่งขันได้ดีขึ้น ก็ควรเริ่มดำเนินการเลย การปรับเป้าหมาย Net Zero ของไทยเร็วขึ้น 15 หรือภายในปี 2593 และ พ.ร.บ. Climate Change ที่กำลังจะมาถึง จะเป็นแรงผลักดันให้การตรวจวัดคาร์บอนกลายเป็นมาตรฐานบังคับ ซึ่งบริษัทมีแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นรองรับทุกมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น TGO, CBAM หรือมาตรฐานหุ้นญี่ปุ่นอย่าง Zeroboard เพื่อให้ธุรกิจไทยไม่เพียงแค่รักษ์โลก แต่ยังเข้มแข็งและสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง