

In Brief
ผลลัพธ์จากการประชุมดาวอสที่พึ่งจบไปไม่นานมานี้ของทีมไทยแลนด์ ไม่ได้มีความหมายเพียง “ข่าวดีด้านการลงทุน” แต่สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนวิธีเลือกประเทศพันธมิตรและฐานการผลิต ในบรรยากาศที่ผู้คนที่ดาวอสพูดถึงความไม่แน่นอน การแตกร้าวเชิงโครงสร้าง และการจัดระเบียบใหม่ของอำนาจ เพราะวันนี้เราไม่ได้มองการค้า เทคโนโลยี และพลังงานเป็นเรื่องความร่วมมือแบบเดิมอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ของความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขัน
การเดินทางไปดาวอสของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมทีมไทยแลนด์ ถูกสรุปว่าเป็นการยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และเป็นเวทีเชื่อมผู้นำองค์กรเศรษฐกิจโลกกับซีอีโอระดับโลก โดยมีการหารือกับบริษัทชั้นนำถึง 9 ราย ครอบคลุมกลุ่มดิจิทัลและ AI กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ และกลุ่มอาหาร รวมมูลค่าแผนลงทุนในไทยมากกว่า 500,000 ล้านบาท
แต่หากมองลึกลงไป สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือ “เงื่อนไขใหม่” ที่มากับเงินลงทุน โดยเฉพาะเงื่อนไขเรื่องพลังงานและไฟฟ้า ซึ่งกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดพอ ๆ กับแรงงานหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI และดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้กินไฟมาก ต้องการไฟฟ้าที่เสถียร ราคาคาดการณ์ได้ และยิ่งไปกว่านั้น ต้องตอบโจทย์ความสะอาดของพลังงานเพื่อผ่านมาตรฐานคาร์บอนของห่วงโซ่อุปทานโลก
วันนี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เลือกประเทศเป้าหมายจาก “เสถียรภาพและต้นทุนไฟฟ้า” เป็นลำดับแรก พลังงานจึงไม่ใช่นโยบายสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นนโยบายอุตสาหกรรมและนโยบายความมั่นคงในคราวเดียวกันด้วยการหารือกับผู้เล่นอย่าง AWS Microsoft NVIDIA หรือแม้แต่กลุ่มผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์อย่าง DAMAC ยิ่งตอกยํ้าความจริงนี้ เพราะการลงทุนคลาวด์และ AI ไม่ได้ต้องการเพียงแรงงานดิจิทัลหรือระบบกฎระเบียบข้อมูล แต่ต้องการระบบไฟฟ้าที่รองรับการขยายตัวได้จริง
ดังนั้นโอกาสจากดาวอสของไทยจึงเชื่อมตรงไปยังโจทย์พลังงานสะอาดทันที หากไทยต้องการให้แผนลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทเกิดเป็นโครงการจริง ไม่ใช่เป็นเพียงความตั้งใจบนโต๊ะประชุม ไทยต้องเร่งปฏิรูประบบพลังงานให้เป็นแต้มต่อเชิงการแข่งขัน การปฏิรูปที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องกติกาและการเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นใหม่เข้ามา เพราะพลังงานสะอาดยุคใหม่ไม่ได้เกิดจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น หากเกิดจากการกระจายการผลิต การลงทุนของภาคเอกชน การติดตั้งโซลาร์บนหลังคา การกักเก็บพลังงาน การจัดการโหลด และตลาดไฟฟ้าที่เปิดให้เกิดสัญญาซื้อขายพลังงานหมุนเวียนได้อย่างโปร่งใส
นี่คือจุดที่รัฐบาลใหม่ควรพลิกมุมคิดจาก “พลังงานเป็นต้นทุนของประเทศ” ไปสู่ “พลังงานสะอาดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนา” เพราะพลังงานสะอาดคือเงื่อนไขที่ทำให้ไทยเป็นฐานอุตสาหกรรมอนาคตได้จริง การยกเครื่องอุตสาหกรรมนี้เป็นสิ่งจำเป็น และต้องเริ่มที่การทบทวนกฎหมายและกติกาที่ทำให้ประชาชนและ SME เข้าไปลงทุนพลังงานสะอาดได้จริง การมีมาตรฐานเชื่อมต่อที่ชัดเจนและค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม รวมถึงเครื่องมือทางการเงินอย่างสินเชื่อสีเขียวหรือการคํ้าประกันสำหรับ SME จะทำให้พลังงานสะอาดไม่ใช่กิจกรรมของบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่ราย แต่เป็นอุตสาหกรรมที่ประชาชนมีส่วนร่วมได้
สุดท้ายนี้ ไทยต้องมองพลังงานสะอาดเป็น “แพ็กเกจ” ไม่ใช่แยกส่วน การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนต้องเดินคู่กับการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า
การจัดการระบบกักเก็บพลังงาน และการกำกับดูแลที่ทำให้การเชื่อมต่อผู้ผลิตรายย่อยไม่กระทบเสถียรภาพระบบ การทำตลาดพลังงานสะอาดให้โปร่งใสและคาดการณ์ได้จะช่วยให้ผู้ลงทุนต่างชาติวางแผนระยะยาวได้ และช่วยให้ภาคเอกชนไทยสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนตํ่าตอบโจทย์ตลาดโลก นี่คือการเชื่อม “เงินลงทุนใหม่” เข้ากับ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง