In Brief
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สะท้อนภาพ “ประเทศไทยในฝันด้านความยั่งยืน” ผ่านปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand’s New Horizon : ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ” ในงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 โดยย้ำว่า การขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตสีเขียวไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่มี “ความฝันร่วม” ที่ทุกภาคส่วนเห็นภาพเดียวกัน
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศต้องเริ่มจากการตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยอยากเป็นอะไรในอนาคต” เพราะพลังของความฝันจะเป็นแรงผลักสำคัญให้รัฐ เอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในโลกที่เผชิญทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
สำหรับภาพประเทศไทยในฝันด้าน Sustainability ของตน เริ่มต้นตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวที่สุด เมื่อเดินเข้าอาคารหนึ่งแล้วสามารถรู้ได้ทันทีว่าอาคารนั้นปล่อยคาร์บอนเท่าไร ไฟที่เปิดใช้เป็นพลังงานสะอาดจากโซลาร์บนหลังคา และมีแบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทยคอยกักเก็บพลังงานไว้ใช้ในยามจำเป็น พร้อมสามารถขายไฟคืนสู่ระบบในราคาที่เป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
เมื่อขับรถออกเดินทาง ภาพฝันยังต่อเนื่องไปถึงระบบขนส่ง รถยนต์ที่ใช้อาจเป็นไฮบริดหรือไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่สิ่งสำคัญคือผู้ใช้รถสามารถรับรู้ได้ว่าการเติมน้ำมันหรือใช้พลังงานในแต่ละครั้งปล่อยคาร์บอนเท่าไร สะท้อนการใช้พลังงานอย่างมีความรับผิดชอบ
ตลอดเส้นทางสู่ต่างจังหวัด อยากเห็นโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมสีเขียว โรงงานที่ใช้พลังงานสะอาด ผลิตสินค้าที่ตลาดโลกต้องการและสร้างมูลค่าเพิ่มสูง ขนานไปกับพื้นที่เกษตรกรรมที่เปลี่ยนผ่านสู่ “เกษตรโลว์คาร์บอน” เช่น นาข้าวที่ใช้วิธีทำนาเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
ปลายทางของความฝันคือชุมชนที่เข้มแข็ง ประชาชนแยกขยะอย่างเป็นระบบ ติดตั้งโซลาร์บนหลังคาเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และยังสามารถขายไฟคืนให้ประเทศ ช่วยลดต้นทุนพลังงานโดยรวม นี่คือภาพประเทศไทยที่ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติย้ำว่า “ความฝันจะเป็นจริงได้ต้องมีโครงสร้างรองรับ” โดยบทบาทของภาครัฐคือการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 และให้คำมั่นในเวทีนานาชาติแล้ว แต่เป้าหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีกฎหมายและนโยบายที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักในการกำหนดทิศทางประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แม้ยังต้องรอการผลักดันจากรัฐบาลและรัฐสภาชุดใหม่ แต่ถือเป็นรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน
อีกหัวใจสำคัญคือ “กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ” ไม่ว่าจะเป็น Carbon Tax หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ซึ่งพิสูจน์แล้วในหลายประเทศ โดยเฉพาะยุโรป ว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซได้อย่างเป็นรูปธรรม และช่วยสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตที่มีประสิทธิภาพ ราคาสะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่เพียงกลไกสมัครใจ
รายได้จากกลไกราคาเหล่านี้จะถูกนำไปตั้งกองทุน สนับสนุนภาคธุรกิจตั้งแต่รายใหญ่ถึง SMEs ให้ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตสู่สีเขียว ควบคู่กับการผลักดันการเงินสีเขียว (Green Finance) เช่น Sustainability Linked Bond และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับธุรกิจที่ลดคาร์บอน ซึ่งรัฐบาลเริ่มดำเนินการแล้วผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการเงิน
ในฝั่งภาคเอกชน ดร.เอกนิติชี้ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยกว่า 65% มาจากภาคพลังงานและขนส่ง จึงต้องเร่งลงทุนเทคโนโลยีอย่าง CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเริ่มเห็นความคืบหน้า ทั้งการผลิตรถ EV เพื่อส่งออก และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มไฟฟ้าสะอาด เปิดทางให้เอกชนลงทุนผ่าน Direct PPA การระดมทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ PPP เพื่อแก้ข้อจำกัดด้านสายส่งและปริมาณพลังงานสีเขียวให้เพียงพอ
ท้ายที่สุด ความฝันด้าน Sustainability ต้องลงลึกถึงระดับพื้นที่ ตัวอย่างเช่น “สระบุรีโมเดล” และโครงการ Low Carbon City ที่ร่วมกับ World Bank และกรุงเทพมหานคร ซึ่งนำพลังงานสะอาดไปสู่โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชน
ดร.เอกนิติสรุปว่า ความสำเร็จของ Net Zero 2050 จะเกิดขึ้นได้ด้วยพลัง 4P–5P คือ Public, Private, People และ Partnership for Planet หากทุกฝ่ายรวมพลัง ประเทศไทยสีเขียว แข็งแกร่ง และยั่งยืน จะไม่ใช่แค่ความฝัน แต่จะกลายเป็นความจริงในอนาคตอันใกล้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง