

In Brief
วันที่ 28 มกราคม 2569 การขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะการบังคับใช้ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ซึ่งเริ่มส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการในประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย
ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา สหภาพยุโรปเริ่มกำหนดให้ ผู้นำเข้าใน EU ต้องซื้อเอกสารรับรองการจ่ายค่าธรรมเนียม (CBAM certificates) ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิตสินค้า หากการปล่อยคาร์บอนสูงกว่า benchmark value ที่ยุโรปกำหนดไว้ ผู้นำเข้าจะต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มทันที
ในระยะแรก CBAM ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง และจัดอยู่ในกลุ่ม สินค้า CBAM
มาตรการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับผู้ผลิตในยุโรป ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนด้านการลดการปล่อยคาร์บอนอยู่แล้ว ไม่ให้เสียเปรียบสินค้านำเข้าจากประเทศที่ยังไม่มีมาตรการลักษณะเดียวกัน
นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด มองว่า CBAM ไม่ใช่มาตรการระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณว่ากติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป และผู้ประกอบการไทยไม่สามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป หากยังต้องการรักษาตลาดยุโรปไว้
ควรเตรียมตัวและค่อย ๆ ปรับตัว เพราะถ้ารอจนถึงวันที่มีการบังคับใช้จริง จะไม่ทัน ต้องมาซื้อคาร์บอนเครดิตแทน เนื่องจากการติดตั้งโซลาร์หรือระบบกักเก็บพลังงาน ไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายใน 1 อาทิตย์
เขาอธิบายว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นผู้ประกอบการบางส่วนเข้ามาขอคำปรึกษาในลักษณะ “เหมือนมีไข้แล้วค่อยมาหาหมอ” คือเมื่อใกล้เส้นตายจึงเริ่มตระหนักถึงปัญหา ซึ่งในกรณีที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอนทันทีภายในระยะเวลาสั้น ทางเลือกที่เหลืออยู่มักจะเป็นการ ซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปก่อน
อย่างไรก็ตาม บทบาทของอินโนพาวเวอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังช่วยผู้ประกอบการวางแผนในระยะกลางและระยะยาว เช่น หากต้องการลดรอยเท้าคาร์บอนในระดับหนึ่งภายในปีเดียว บริษัทสามารถช่วยประเมินได้ว่าเทคโนโลยีใดลดได้เท่าใด และคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่
นายอธิปย้ำว่า หัวใจสำคัญของการปรับตัวคือการ ปรับแต่งโซลูชันสีเขียว (Customize Green Solution) ให้เหมาะกับแต่ละธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องรู้ก่อนว่าอะไรทำแล้วช่วยให้แข่งขันได้ดีขึ้น และอะไรที่จะกลายเป็นอาวุธทางธุรกิจในอนาคต
ในเรื่องเงินลงทุน เขายอมรับว่าเป็นข้อจำกัดของผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะรายที่มีงบจำกัด ซึ่งตามหลักควรนำเงินไปลงทุนในธุรกิจหลักก่อน แต่หากการลงทุนด้านพลังงานสะอาดเป็นปัญหาจริง อินโนพาวเวอร์พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม ทั้งการร่วมลงทุนในบางกรณี หรือพาผู้ประกอบการเข้าถึงกลุ่มธนาคารที่มีสินเชื่อสีเขียวรองรับ
ยังมีโอกาสอยู่ เพียงแต่ผู้ประกอบการต้องรู้ก่อนว่ามีรอยเท้าคาร์บอนอย่างไร และโซลูชันไหนที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้น จะช่วยให้ค่อยๆ ปรับตัวได้
ในช่วงที่ผ่านมา การรับรู้ของผู้ประกอบการไทยเกี่ยวกับมาตรการกีดกันทางการค้าและแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อินโนพาวเวอร์จึงเข้าไปทำหน้าที่ให้ความรู้ ทั้งการลงพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม การทำงานร่วมกับ สสว. จัดเวิร์กช็อป รวมถึงการให้โปรแกรมตรวจวัดรอยเท้าคาร์บอนขององค์กรแบบไม่มีค่าใช้จ่ายในบางกรณี
ขณะที่การเลือกเทคโนโลยีสีเขียวไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับทุกธุรกิจ นายอธิปชี้ว่า อินโนพาวเวอร์จะพิจารณาเป็นรายกรณี เพราะบางเทคโนโลยี แม้จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่หากไม่เหมาะสมกับบริบทของกิจการ การติดตั้งจริงอาจสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์
จุดสำคัญคือต้องหาจุดกลมกล่อมระหว่าง Green กับความสามารถในการแข่งขัน
เขายกตัวอย่างการติดตั้งโซลาร์ ว่า หากเป็นธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน ย่อมคุ้มค่าอย่างชัดเจน แต่หากต้องการใช้พลังงานสีเขียว 100% ตั้งแต่วันแรก จะต้องติดตั้งโซลาร์ขนาดใหญ่มากเพื่อกักเก็บพลังงานในแบตเตอรี่ ซึ่งมีต้นทุนสูง
กรณีที่ผู้ประกอบการมองว่าไม่คุ้มค่าอาจไม่ได้แปลว่าเทคโนโลยีไม่ดี แต่เป็นเพราะยังไม่เจอจุดสมดุล หรือพยายามไปให้ถึง 100% เร็วเกินไป หากค่อยเป็นค่อยไปและเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะสม จะช่วยให้ธุรกิจแข่งขันได้มากขึ้น
สิ่งที่บางคนบอกว่าไม่คุ้มค่า แปลว่าอาจยังไม่เจอจุดที่สมดุล หรืออาจต้องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแบบเร็วเกินไป ต้องการ 100% ตั้งแต่วันแรก แต่หากค่อยเป็นค่อยไปและรู้ว่าเทคโนโลยีไหนเหมาะสม น่าจะเป็นส่วนที่ช่วยให้แข่งขันได้มากขึ้น
CBAM แค่เริ่มต้น แรงกดดันจะขยายต่อ
สำหรับกลุ่มที่ส่งออกไปยุโรป นายอธิปมองว่า จำเป็นต้องติดตาม CBAM อย่างใกล้ชิด เพราะแม้มาตรการจะเริ่มจากไม่กี่ภาคส่วน แต่ตามหลักการ ยุโรปต้องการสร้างความเท่าเทียมกับผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งหมายความว่าการขยายไปยังภาคส่วนอื่นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าทำธุรกิจกับยุโรปอยู่ และต้องการรักษาตลาดนี้ไว้ การลงทุนที่อาจแพงหน่อยในวันนี้ อาจคุ้มกว่าการไปจ่ายภาษีคาร์บอนให้ยุโรปในอนาคต
เทคโนโลยีที่ลงทุนแล้วคุ้มมีอยู่จริง
นายอธิปยกตัวอย่างว่า การใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์ในช่วงกลางวัน ทำให้ต้นทุนไฟฟ้าเฉลี่ย (Levelized Cost) ต่ำกว่า 2 บาทต่อหน่วย แม้เงินลงทุนเริ่มต้นสูง แต่โซลาร์มีอายุการใช้งาน 10–15 ปี และสามารถคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี
อีกตัวอย่างคือ Smart Motor ซึ่งอินโนพาวเวอร์ร่วมลงทุนผ่าน Venture Capital ปัจจุบันสามารถนำมาใช้ได้และช่วยลดการใช้ไฟได้ราว 20% เมื่อเทียบกับมอเตอร์ทั่วไป แม้มีต้นทุนเริ่มต้น แต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน แหล่งเงินทุนก็เริ่มปรับตัว ล่าสุดหลายธนาคารประกาศปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับ PCAF ซึ่งเป็นแนวทางการปล่อยสินเชื่อสีเขียวที่ต้องมีการตรวจวัดอย่างชัดเจน สะท้อนว่าเงินทุนด้านความยั่งยืนในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าปกติด้วย
วัดคาร์บอนอย่างไร ไม่ใช่ประเด็นหลักเท่าการเริ่มต้น
ในเรื่องมาตรฐานการวัดคาร์บอน นายอธิปมองว่า ไม่มีถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับผู้กำหนดความต้องการ เช่น ลูกค้า หรือตลาดปลายทาง คล้ายกับระบบ ISO ในอดีต ซึ่งแพลตฟอร์มของอินโนพาวเวอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลครั้งเดียว แล้วสร้างรายงานตามมาตรฐานที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็น CBAM, T-VER ของประเทศไทย หรือมาตรฐานของประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น
ท้ายที่สุด นายอธิปฝากกำลังใจถึงผู้ประกอบการไทยว่า แม้เศรษฐกิจอาจไม่ได้อยู่ในช่วงที่ดีนัก แต่สิ่งสำคัญคือการเข้าใจตัวเอง และเข้าใจเทคโนโลยีว่าอะไรทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น
ทั้งคนที่เริ่มลงทุนด้านพลังงานสะอาดไปแล้วและคนที่กำลังคิดจะลงทุนเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้ดีมาก แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้ผู้ประกอบการดู คือต้องเข้าใจตัวเองระดับหนึ่ง และเข้าใจเทคโนโลยีด้วยว่าเทคโนโลยีไหนทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น นี่คือหัวใจสำคัญ เพราะเมื่อเข้าใจตรงนี้แล้ว จะสามารถเลือกโซลูชันที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง