

In Brief
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำในอุตสาหกรรมการกลั่นและปิโตรเคมีของไทย ได้ประกาศทิศทางยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้กลยุทธ์ “2S1P” เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่เป้าหมายการสร้างกำไรที่สูงขึ้นควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอน กลยุทธ์นี้ถือเป็นการยกระดับจากแผนเดิม เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอธุรกิจที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายของโลกพลังงานยุคใหม่ ประกอบด้วย 3 เสาหลักที่สอดประสานกัน ได้แก่
S1: Strengthening มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักเดิมผ่านการรักษาความเป็นผู้นำด้านส่วนต่างกำไร (Margin Leadership) และการเร่งผลักดันผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
S2: Sustaining การขับเคลื่อนการเติบโตผ่านธุรกิจคาร์บอนตํ่าและพลังงานใหม่ (Low Carbon & New Energy) เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และไฮโดรเจนสะอาด
และ P: Platform ที่มุ่งขยายฐานการตลาดและผลิตภัณฑ์ปลายนํ้า เพื่อกระจายสินค้าไปสู่ระดับภูมิภาค โดยบูรณาการผลิตภัณฑ์และบริการของกลุ่มไทยออยล์และกลุ่ม ปตท. เข้าด้วยกัน โดยตั้งเป้าสัดส่วนกำไร (EBITDA) จะต้องมาจากธุรกิจใหม่ในกลุ่ม S2 และ P รวมกันถึง 20% เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจโรงกลั่นแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว
นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP กล่าวว่า การดำเนินงานตามกลยุทธ์นี้ได้แบ่งกรอบเวลาออกเป็น 2 ระยะโดยช่วงปี 2568-2573 คือ “Empowering Strength” ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการวางรากฐานและการเร่งดำเนินการโครงการสำคัญให้สำเร็จตามแผน และช่วงปี 2574-2578 Empowering Strength บริษัทจะก้าวสู่การเติบโตอย่างเต็มตัวในธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษและพลังงานสะอาด
กลไกขับเคลื่อนหลักในระยะแรก จะเป็นโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project หรือ CFP) ซึ่งเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงถึงราว 5,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะในปี 2569 มีการวางงบประมาณลงทุนไว้ที่ที่ 1,223 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของโรงกลั่นไทยออยล์สู่ระดับโลก ซึ่งจะช่วยขยายกำลังการกลั่นนํ้ามันดิบจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 40%
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้โรงกลั่นสามารถนํ้ามันดิบชนิดหนัก ที่มีราคาถูกนำมากลั่นได้ตามมาตรฐาน Euro 5 โดยคาดว่าหน่วยกลั่นนํ้ามันดิบที่ 4 (CDU-4) จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2570 และจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ (Full COD) ได้ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2571
ขณะที่ช่วงปี 2574-2578 เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากระยะแรก จากความได้เปรียบในระดับภูมิภาค ด้วยกำลังการผลิต 400,000 บาร์เรลต่อวัน และความสามารถในการผลิตนํ้ามันสะอาด ซึ่งจะช่วยสร่างกระแสเงินสด นำไปหมุนเวียนลงทุนในกลุ่มธุรกิจคาร์บอนตํ่าตามยุทธศาสตร์ S2 อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการรุกเข้าสู่ธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยี และการต่อยอดจากโครงการนำร่องเทคโนโลยี AEM Electrolyzers สู่การผลิตไฮโดรเจนสีเขียวในสเกลที่ใหญ่ขึ้น เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า
ขณะเดียวกันในมิติด้านแพลตฟอร์มการตลาดหรือ P จะเห็นการขยายตัวของผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษและพอลิเมอร์มูลค่าสูงที่ครอบคลุมโครงข่ายการจัดจำหน่ายในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รวมถึงการนำเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน มาใช้ประโยชน์ (Carbon Capture, Utilization, and Storage : CCUS) โดยเฉพาะการดักจับคาร์บอนจากกระบวนการผลิตในโรงกลั่น เปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์คาร์บอนตํ่า หรือ “Blue Products” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ไทยออยล์บรรลุเป้าหมายกำไร 20% จากธุรกิจใหม่ได้ในปี 2578
ทั้งนี้ ไทยออยล์ได้วางโรดแมป Thaioil Group’s Net Zero GHG Emission Pathway ที่มีความชัดเจน โดยกำหนดให้ปี 2571 เป็นปีฐาน (Base Year) หลังจากโครงการ CFP เปิดดำเนินการ โดยตั้ง
เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลงให้ได้ 15% ภายในปี 2578 เมื่อเทียบกับปีฐานดังกล่าว เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2603 โดยมี CCS เป็นเทคโนโลยีหลักในการจัดการก๊าซเรือนกระจกส่วนเกิน
สำหรับผลการดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นับจากช่วงปี 2555 ถึงปี 2567 ไทยออยล์ได้ริเริ่มและดำเนินโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในกระบวนการผลิตไปแล้วกว่า 246 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่การปรับปรุงเครื่องจักร การนำเทคโนโลยีความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาควบคุมการเผาไหม้ให้แม่นยำที่สุด
ส่งผลให้บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้สูงถึงประมาณ 427,483 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) สามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาเป็นยอดเงินประหยัดต้นทุนสะสม (Cost Saving) ได้สูงถึงประมาณ 2,406 ล้านบาท ขณะที่ปี 2567 ที่ผ่านมาการลดการปล่อยก๊าซฯ ได้ถึง 28,985 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)
นอกจากนี้นับตั้งแต่ปี 2562 มีการสะสมคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER รวมแล้วกว่า 1.675 ล้านตัน (MtCO2e) และดำเนินโครงการปลูกป่าบก 8,300 ไร่ในจังหวัดแพร่ และป่าชายเลน 300 ไร่ในจังหวัดตรัง เพื่อสร้างระบบนิเวศการกักเก็บคาร์บอนที่ยั่งยืน คาดว่าจะช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 78,000 ตันตลอดระยะเวลาโครงการ 10 ปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง