‘ไทยออยล์’ เปิดเงื่อนไขพันธมิตรธุรกิจต้องสร้างมูลค่าเพิ่มองค์กร

23 ม.ค. 2569 | 07:25 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ม.ค. 2569 | 08:39 น.

‘ไทยออยล์’ เผยสเปกพันธมิตรทางธุรกิจต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กร เสริมศักยภาพ สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ลั่นมีเงินสดเพียงพอ

KEY

POINTS

  • ไทยออยล์เปิดกว้างรับพันธมิตรทางธุรกิจ แต่ตั้งเงื่อนไขสำคัญว่าต้องสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) และเสริมศักยภาพให้กับองค์กรได้
  • บริษัทระบุว่ามีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและเพียงพอ หากพันธมิตรไม่สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าได้ ก็ไม่มีความจำเป็นในการร่วมทุน
  • การตัดสินใจเรื่องการหาพันธมิตรเป็นอำนาจของ ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ

นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน)หรือ TOP เปิดเผยกรณีที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เตรียมหาพันธมิตรถือหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีในเครือฯ ซึ่งรวมถึงไทยออยล์ ว่า ในแง่ของบริษัทใครจะเข้ามาเป็นพันธมิตรจะต้องเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร ถ้าไม่ได้มีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไทยออยล์มีกระแสเงินสดเพียงพอ

“ประเด็นการหาพันธมิตรร่วมธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีนั้น ไทยออยล์พร้อมเปิดกว้าง แต่ต้องอยู่บนหลักการ Value Creation เป็นสำคัญ หากพันธมิตรสามารถช่วยเสริมศักยภาพและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น บริษัทก็พร้อมพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเรื่องนี้อาจจะต้องไปถาม ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และผู้ให้ข่าว แต่เชื่อว่า ปตท. อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบ”

นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี ไทยออยล์ กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทคาดว่ามีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ระดับ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หากบริษัทมีค่าการกลั่นทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

‘ไทยออยล์’ ล็อกสเปกพันธมิตรธุรกิจต้องสร้างมูลค่าเพิ่มองค์กร

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทฯได้ภาระหนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร โดยปัจจุบันได้ดำเนินการลดภาระหนี้ไปแล้วรวม 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 45,000 ล้านบาท 

โดยแหล่งเงินทุนมาจากการดำเนินโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด (Asset Monetization) หรือการนำทรัพย์สินประเภทโครงสร้างพื้นฐานแปลงเป็นการให้เช่าและบริษัทได้ดำเนินการเช่ากลับ ทำให้บริษัทได้รับเงินสดมาราว 18,230 ล้านบาท ซึ่งได้นำไปลดหนี้ผ่านการทำการซื้อหุ้นกู้คืน (Bond Buyback) 

และการชำระคืนเงินกู้ระยะยาว ทำให้ระดับ Net Debt/EBITDA ปรับตัวลดลงจาก 5.8 เท่า เหลือระดับ 4.8 เท่า ส่วนอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ในช่วงไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 0.7 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ไม่เกิน 1 เท่า

อย่างไรก็ดี ปีนี้บริษัทไม่มีแผนที่จะออกหุ้นกู้ หรือกู้เงินจากสถาบันการเงินเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันมีเงินสดในมือไม่ต่ำกว่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังไม่รวมกับเงินสดที่ได้จากการดำเนินงาน