In Brief
กลายเป็นฝันค้างสำหรับนโยบายการให้เอกชนสามารถทําสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) นำร่องกับ Data Centers รวม 2,000 เมกะวัตต์ และการเปิดจำหน่ายไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff ) หรือ UGT2 แบบเจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้า เมื่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติสั่งทบทวนหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้ง 2 รูปแบบใหม่ จากเดิมที่มีกำหนดจะนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2568
แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า อัตราค่าไฟฟ้าในโครงการ UGT 2 นั้น “แพงกว่า” การซื้อขายแบบ Direct PPA ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในประเทศ
ทั้งนี้ Direct PPA เป็นนโยบายที่ให้ผู้ใช้ไฟฟ้า หรือ Big Tech สามารถทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนโดยตรง ไม่ต้องผ่านระบบการจัดหาของการไฟฟ้าในรูปแบบเดิม แต่ยังคงต้องใช้โครงข่ายสายส่ง (Grid) ของรัฐในการส่งไฟฟ้า ซึ่งกลไกนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนข้ามชาติเรียกร้องมาโดยตลอด เพราะต้องการความยืดหยุ่นในการเลือกแหล่งที่มาของพลังงานและต้องการราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง
ขณะที่ UGT 2 เป็นไฟฟ้าสีเขียวที่การไฟฟ้าเป็นผู้จัดหาให้ โดยเป็นไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ (เฟสแรก) ประมาณ 4,852.26 เมกะวัตต์ มาให้บริการกับผู้ที่สนใจซื้อไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้า และได้รับใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) พ่วงไปกับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้า แต่เงื่อนไขที่ตามมาคือโครงสร้างราคาที่เป็นแบบ “อัตราคงที่” (Flat Rate)
ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นคือ จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า อัตราค่าไฟฟ้าของ UGT 2 เมื่อรวมค่าบริการต่างๆ เข้าไปแล้ว กลับมีราคาสูงกว่าการที่เอกชนไปดีลราคาเองผ่าน Direct PPA ความแตกต่างของราคานี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ค่าธรรมเนียมและโครงสร้างการจัดการ” ที่ภาครัฐกำหนดขึ้น ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้งาน
โดยเฉพาะค่าบริการระบบโครงข่าย (Wheeling Charge) เป็นตัวแปรหลักที่กบง.สั่งให้ทบทวน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีสูตรคำนวณที่ลงตัวสำหรับ Direct PPA เมื่อเปรียบเทียบกับ UGT 2 ที่รวมค่าสายส่งเข้าไปแล้ว ราคาของ UGT 2 จึงดูเสียเปรียบ ขณะเดียวกัน UGT 2 มีค่าสำรองไฟฟ้า จากความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน จึงได้รวมต้นทุนส่วนนี้ เข้าไปในโครงสร้างค่าไฟฟ้าของ UGT 2 อีกส่วน รวมไปถึงค่าบริหารจัดการใบรับรอง (REC Management) การตรวจสอบและออกใบรับรองสิทธิการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีค่าธรรมเนียมการดำเนินการ ซึ่งถูกสะท้อนอยู่ในราคาขายปลีก และความเสี่ยงด้านปริมาณ ซึ่งในระบบ UGT 2 รัฐต้องการการันตีว่าจะมีไฟสีเขียวเพียงพอตามสัญญาตลอดเวลา ซึ่งต่างจาก Direct PPA ที่เป็นการตกลงความเสี่ยงกันเองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
ดังนั้น หากไม่มีการทบทวนผลกระทบจะเกิดขึ้นในหลายมิติ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูงและมีปริมาณการใช้ไฟฟ้ามากพอจะสามารถเข้าถึง Direct PPA เพื่อลดต้นทุนได้ ในขณะที่ SMEs ที่มียอดใช้ไฟฟ้าน้อยอาจถูกบังคับให้ต้องใช้ UGT 2 ที่ราคาแพงกว่า ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
นักลงทุนกลุ่ม Data Centers หรือ Semiconductor ที่มองหาฐานการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเปรียบเทียบราคาไฟฟ้าสีเขียวระหว่างไทย เวียดนาม และมาเลเซียอย่างละเอียด หากราคา UGT 2 ของไทยสูงเกินไป เม็ดเงินลงทุนมหาศาลอาจไหลไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีนโยบายราคาที่ยืดหยุ่นกว่า
อีกทั้ง หากโครงการ UGT 2 ซึ่งเป็นไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ที่เข้ามาในระบบ ไม่มีผู้ซื้อเนื่องจากราคาสูงเกินไป ภาระต้นทุนในการรับซื้อไฟฟ้านี้อาจถูกเกลี่ยกลับมาที่ค่า Ft (ค่าไฟฟ้าผันแปร) ซึ่งประชาชนทั่วไปต้องเป็นผู้แบกรับ
การสั่งทบทวน Direct PPA และ UGT 2 ของ กบง. ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขอัตราค่าไฟฟ้า แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย ในวันที่โลกเปลี่ยนกติกามาใช้พลังงานสะอาด เป็นกำแพงภาษีและการกีดกันทางการค้า หากสามารถจัดการให้อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวมีความเป็นธรรม เข้าถึงง่าย และแข่งขันได้ ไทยจะไม่ได้เป็นเพียงผู้รอดชีวิตในวิกฤตโลกร้อน แต่จะเป็นโอกาสของประเทศในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและนวัตกรรมจากทั่วโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง