thansettakij
สุญญากาศนโยบายรัฐ พลังงานไร้ทิศทาง ฉุดเชื่อมั่นลงทุน
net-zero

สุญญากาศนโยบายรัฐ พลังงานไร้ทิศทาง ฉุดเชื่อมั่นลงทุน

In Brief

  • การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสร้างสุญญากาศทางนโยบาย ทำให้โครงการพลังงานระยะยาวหยุดชะงัก และส่งผลให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น
  • ความล่าช้าในการประกาศใช้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ทำให้ทิศทางพลังงานของประเทศไม่ชัดเจน กระทบต่อการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า
  • การขาดกลไกเข้าถึงพลังงานสะอาดที่ชัดเจน เช่น อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (UGT) และการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ทำให้ไทยเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในการแสดงจุดยืนบนเวทีระหว่างประเทศด้วยการประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero ) เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2593 ทว่าในทางปฏิบัติเส้นทางสู่ความยั่งยืนนี้ กลับกำลังเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามที่ซับซ้อน เมื่อการขับเคลื่อนภายใต้เงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง นำมาซึ่งสุญญากาศที่ทำให้ฟันเฟืองเชิงนโยบายหยุดชะงัก และมักจะสั่นคลอนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ

โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ด้านพลังงาน ที่ต้องอาศัยการวางแผนระยะยาวมากกว่า 10 ปี ถูกแช่แข็งนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่างตกอยู่ในสภาวะเฝ้ารอด้วยความกังวลว่า ทิศทางที่รัฐบาลชุดก่อนเคยวางไว้จะถูกปรับเปลี่ยนหรือรื้อถอนหรือไม่ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอน และความเชื่อมั่นในการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่มองว่าพลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นเงื่อนไขบังคับ

หัวใจสำคัญที่เปรียบเสมือนเข็มทิศในการนำทางพลังงานของประเทศ อย่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือแผน PDP (Power Development Plan) กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ความล่าช้าในการจัดทำและประกาศใช้แผน PDP ฉบับใหม่ที่ต้องสอดรับกับเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงทุกภาคส่วน อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถเร่งรัดการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยหรือ Grid Modernization ได้อย่างเต็มที่ เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูง

สุญญากาศนโยบายรัฐ พลังงานไร้ทิศทาง ฉุดเชื่อมั่นลงทุน

ความล่าช้านี้ยังรวมไปถึงการกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดที่ชัดเจน ซึ่งหากตัวเลขเหล่านี้ยังไม่นิ่ง ภาคเอกชนย่อมไม่กล้าตัดสินใจลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมขนาดใหญ่ เพราะขาดความมั่นใจในเรื่องของความมั่นคงทางรายได้และการเชื่อมต่อระบบ

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่มาตรฐาน RE100 (การใช้พลังงานหมุนเวียน 100 % ) ภาคธุรกิจข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตหรือ Data Center ในประเทศไทยต่างตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของกลไกการเข้าถึงพลังงานสะอาด โดยเฉพาะอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff (UGT) ในรูปแบบที่ 2 ซึ่งเป็นอัตราที่สามารถระบุแหล่งที่มาของพลังงานได้อย่างเฉพาะเจาะจง และกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA ที่ยังไม่ถูกประกาศใช้เสียที

ความล่าช้าในจุดนี้ถือเป็นจุดเปราะบางสำคัญที่ลดทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม หรือมาเลเซีย เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกไม่ได้มองหาเพียงแค่ไฟฟ้าที่ราคาถูกอีกต่อไป แต่มองหาไฟฟ้าสีเขียวและตรวจสอบได้ ตามมาตรฐานสากล เพื่อรายงานต่อผู้ถือหุ้นและปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลก

การที่ Direct PPA ยังติดขัดอยู่ที่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการรออนุมัติเชิงนโยบาย ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกลุ่มอุตสาหกรรม Cloud Service และ Semiconductor ซึ่งต้องการความมั่นใจว่าจะสามารถซื้อไฟฟ้าสีเขียวจากผู้ผลิตโดยตรงได้โดยมีค่าบริการสายส่งที่เป็นธรรม

สภาวะรอรัฐบาลใหม่ นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับบริษัทข้ามชาติเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจไทยทั้งหมด ที่ต้องเผชิญกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป หากภาครัฐไม่สามารถปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ได้ในเวลาที่รวดเร็ว ผู้ประกอบการไทยจะแบกรับต้นทุน จากการขาดแคลนใบรับรองพลังงานหมุนเวียนที่น่าเชื่อถือ

ความท้าทายของไทยในการบรรลุ Net Zero จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีหรือเงินทุน แต่คือการเอาชนะความอืดอาดของระบบราชการและการก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาจึงมีภารกิจเร่งด่วนที่ไม่ใช่แค่การบริหารประเทศ แต่เป็นการกู้คืนความเชื่อมั่น ผ่านการอนุมัติแผน PDP การประกาศใช้ UGT 2 ที่โปร่งใส และการเปิดเสรี Direct PPA อย่างแท้จริง เพื่อส่งสัญญาณให้โลกรู้ว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน