เกษตรไทยติดกับดักโครงสร้าง รายย่อยเข้าไม่ถึงตลาดโลก

24 ม.ค. 2569 | 06:50 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ม.ค. 2569 | 06:54 น.

นักวิจัยชี้เกษตรไทยติดกับดักโครงสร้าง รายย่อยเข้าไม่ถึงตลาดโลก ระบุนโยบายรัฐโฟกัสเฉพาะการอุดหนุน แนะเชื่อมผู้เล่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน

KEY

POINTS

  • ภาคเกษตรไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ มีหนี้สิน และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
  • อุปสรรคสำคัญคือการขาดการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ ทำให้สินค้าเกษตรจำนวนมากไม่มีตลาดรองรับ และรายย่อยมีต้นทุนสูงในการเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดคุณภาพ
  • นโยบายภาครัฐที่ผ่านมาขาดประสิทธิภาพ เน้นการอุดหนุนเฉพาะจุด ขาดการบูรณาการ และไม่สามารถสร้างกลไกที่เชื่อมโยงเกษตรกรรายย่อยเข้ากับตลาดโลกได้จริง

ภาคเกษตรไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสำคัญ แม้ตลาดโลกต้องการอาหารที่มีคุณภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่นโยบายที่ผ่านมาไม่สามารถขยายผลการพัฒนาได้ในวงกว้าง ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีรายได้ต่ำ แบกรับความเสี่ยงสูง และมีหนี้เกินศักยภาพในการชำระคืน

ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า แม้สินค้าเกษตรบางกลุ่มของไทย โดยเฉพาะที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปเข้มแข็ง จะสามารถต่อยอดโอกาสจากตลาดโลกได้ แต่การพัฒนายังจำกัดอยู่ในกลุ่มรายใหญ่ ขณะที่สินค้าเกษตรต้นน้ำส่วนใหญ่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน จากผลิตภาพที่ต่ำ ต้นทุนสูง และคุณภาพที่ไม่แตกต่างจากคู่แข่ง

ทั้งนี้ ปัญหาหลักที่ฉุดรั้งภาคเกษตรไทยมาจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน ได้แก่ การขาดการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ รายย่อยไม่สามารถประหยัดต่อขนาด และบทบาทรัฐที่ยังขาดประสิทธิภาพ

ในด้านห่วงโซ่อุปทาน นโยบายภาครัฐมักเริ่มต้นจากการส่งเสริมเกษตรกรต้นน้ำ แต่ไม่เชื่อมต่อกับตลาดและอุตสาหกรรมปลายน้ำ อีกทั้งยังขาดผู้ประกอบการกลางน้ำที่เข้มแข็ง ส่งผลให้สินค้าเกษตรจำนวนมากไม่มีตลาดรองรับ และไม่สามารถขยายผลสู่ตลาดโลกได้

ขณะที่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยยังเผชิญต้นทุนสูงในการเข้าถึงเทคโนโลยี มาตรฐานการค้า ระบบโลจิสติกส์ และตลาดสินค้าคุณภาพสูง โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีต้นทุนด้านการตรวจวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เกินกว่าศักยภาพของรายย่อยจะรับภาระได้

ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐยังคงเน้นการอุดหนุนเป็นหลัก แก้ปัญหาเฉพาะจุด ภายใต้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และขาดการบูรณาการข้ามหน่วยงาน ทำให้นโยบายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย เช่น โซนนิ่งการผลิต ระบบประกันภัยพืชผล หรือการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข ไม่สามารถเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับแนวทางแก้ไข นักวิจัยเสนอให้เร่งเชื่อมผู้เล่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยรัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงตลาด ผู้รับซื้อ อุตสาหกรรมปลายน้ำ ผู้ประกอบการกลางน้ำ และเกษตรกร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแบบตลาดนำตลอดห่วงโซ่ พร้อมยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันในตลาดโลก

ควบคู่กันนี้ ควรเร่งสร้างกลไกสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันได้ ผ่านการยกระดับตัวกลาง เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือผู้ให้บริการด้านการเกษตร เพื่อช่วยรวมแปลง รวบรวม แปรรูป และเชื่อมโยงผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดคุณภาพสูง รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์และเข้าถึงได้

ขณะเดียวกัน รัฐควรปรับบทบาทจากผู้ลงมือทำเอง ไปสู่การเป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา ลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเปิดทางให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น แหล่งน้ำ ระบบโลจิสติกส์ การถ่ายทอดนวัตกรรม และระบบบริหารจัดการความเสี่ยง พร้อมปรับการช่วยเหลือจากการอุดหนุนให้เปล่า เป็นการสนับสนุนแบบมุ่งเป้าและมีเงื่อนไข โดยนำเทคโนโลยี เช่น ข้อมูลดาวเทียมและระบบติดตามการผลิตรายแปลง มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพนโยบาย และป้องกันการสวมสิทธิ์