In Brief
ท่ามกลางกระแสการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการศูนย์จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Data Center ที่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล เงื่อนไขหลักในการตัดสินใจเลือกชัยภูมิที่ตั้งคือ “เสถียรภาพของพลังงานสะอาด” เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีต่างมีพันธกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% หรือ RE 100 ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ส่งผลให้ความต้องการ “ไฟฟ้าสีเขียว” ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นโอกาสของผู้พัฒนาพลังงานทางเลือกในไทย
นายณัฐ หุตานุวัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด (IES) เปิดเผยว่า จากแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าสีเขียวของกลุ่ม Data Center ที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่อีอีซี IES จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) (STPI) และกลุ่ม Impact Solar Group (ISG) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ในการพัฒนาโครงการจัดหาพลังงานไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 55 เมกะวัตต์ (MW) พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ขนาด 40 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในพื้นที่ ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมราว 1,500 ล้านบาท ในการพัฒนาระยะแรก
โครงการนี้มีจุดเด่นสำคัญที่แตกต่างจากการผลิตไฟฟ้าทั่วไป เนื่องจากเป็นพัฒนาภายใต้กลไกเครดิตร่วม (Joint Crediting Mechanism-JCM) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลไทย มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีคาร์บอนตํ่าที่ทันสมัยระหว่างประเทศ และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โดยอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของคณะกรรมการร่วม (Joint Committee) ที่จัดตั้งขึ้นระหว่างหน่วยงานภาครัฐของแต่ละประเทศ ซึ่งคณะกรรมการร่วมเห็นชอบโครงการ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา
โดยโครงการได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนบางส่วนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งญี่ปุ่นผ่านโปรแกรม Financing Programme for JCM Model Projects เพื่อการจัดหาเทคโนโลยีคาร์บอนตํ่าที่ทันสมัยมาติดตั้งในพื้นที่ การผสานระบบโซลาร์เซลล์เข้ากับระบบกักเก็บพลังงานจะช่วยเพิ่มความต่อเนื่องและเสถียรภาพในการจ่ายไฟฟ้าสีเขียว และสอดคล้องกับลักษณะการใช้ไฟฟ้าของ Data Center
โครงการนี้จะใช้พื้นที่ก่อสร้างของ STPI ใน ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ประมาณ 250 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดราว 932 ไร่ ตามยุทธศาสตร์ของ STPI ที่จะใช้พื้นที่นี้พัฒนาเป็น Green Data Center Campus โดยระบบโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงานจะทำหน้าที่เป็น captive sources เพื่อจ่ายพลังงานสะอาดหรือไฟฟ้าสีเขียวที่มีเสถียรภาพให้กับ Data Center ซึ่งปัจจุบันทาง STPI อยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่ม Data Center ว่าจะเป็นรายใด ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาสแรกปีนี้ และหลังจากนั้นจะเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนการก่อสร้างต่อไป คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 18 เดือน
นายณัฐ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ โครงการอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการด้านแนวทางคาร์บอนในประเทศไทย ภายใต้กรอบ JCM ผ่านทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เพื่อนำโครงการนี้เข้าสู่การขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยขั้นสูง หรือ Premium T-VER ก่อนที่จะได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตต่อไป
สำหรับคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าจะได้จากโครงการนี้อยู่ที่ประมาณ 25,350 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี จะถูกจัดสรรตามสัดส่วนการลงทุนและการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นในสัดส่วนราว 50% และ 50 % จะถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของ Data Center ที่เป็นลูกค้าหลัก หรือขายในตลาดคาร์บอนคุณภาพสูงต่อไปในอนาคต โดยมีบริษัท ชาร์ป เอนเนอร์จี โซลูชั่นส์ คอร์ปอเรชั่น ในฐานะหัวหอกฝ่ายญี่ปุ่นและผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลก จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนหลักในการนำเข้าเทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูงและระบบควบคุมพลังงานอัจฉริยะ พร้อมทั้งเป็นผู้ประสานงานหลักภายใต้กลไก JCM เพื่อดึงการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นเข้าสู่โครงการ
ขณะที่พันธมิตรผู้เข้าร่วมโครงการอย่าง บริษัท อิมแพ็ค โซลาร์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) รับบทบาทเป็นผู้พัฒนาโครงการหลัก ส่วนบริษัท อิมแพ็ค อิเล็กตรอนส์ สยาม จำกัด มีบทบาทสำคัญในการวางกลยุทธ์โครงการและการจัดหาเงินทุน บริษัท เอสทีพีแอนด์ไอ จำกัด (มหาชน ผู้ร่วมทุนและการจัดหาสถานที่ก่อสร้าง รวมถึงบริษัท เดซี่ ไดรฟ์ จำกัด จะทำหน้าที่บริหารจัดการด้านการจ่ายพลังงาน (Energy Provider) และการดูแลระบบผลิตไฟฟ้า จำหน่ายไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าพลังงานสะอาดที่ผลิตได้จะถูกส่งตรงไปยัง Data Center ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความเสถียร
“โครงการนี้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ขนาดใหญ่ ซึ่งแม้จะมีต้นทุนการลงทุนสูงกว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียว แต่การดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือ JCM ควบคู่กับการพิจารณาแนวทาง Premium T-VER นี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญจึงช่วยให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมในเชิงต้นทุน และสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ในประเทศไทยได้จริง”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง