net-zero

กกพ.เล็งคลอดระเบียบโซลาร์ฟาร์มชุมชน ดึงบริษัทลูก กฟภ.ถือหุ้น 10%

In Brief

  • กกพ. เตรียมออกระเบียบโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ตั้งเป้ารับซื้อไฟฟ้ารวม 1,500 เมกะวัตต์ โดย กฟภ. จะรับซื้อในอัตรา FiT ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 25 ปี
  • กำหนดเงื่อนไขให้เอกชนผู้ชนะการคัดเลือก ต้องจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทในเครือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยให้บริษัทลูก กฟภ. ถือหุ้น 10% ตลอดอายุสัญญา
  • การคัดเลือกผู้พัฒนาโครงการจะใช้หลักเกณฑ์มาก่อนได้ก่อน (First Come First Served) โดยชุมชนในพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าจะได้รับประโยชน์ในรูปแบบส่วนลดค่าไฟฟ้า

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ.ได้จัดทำหลักการร่างระเบียบการจัดหาไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้ารวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ ในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Ground Mounted) ขนาดสัญญาไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ

โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าด้วยอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 25 ปี ในรูปแบบสัญญา Non-Firm โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา และสิ้นสุดในวันที่ 8 มกราคม 2569

ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างดังกล่าว ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้พิจารณากำหนดขนาดกำลังการผลิตของแต่ละโครงการและพื้นที่ชุมชนที่มีความเหมาะสมสำหรับดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โดยผู้พัฒนาโครงการจะต้องมีที่ดินเพียงพอไม่ตํ่ากว่า 8 ไร่ต่อกำลังผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ (MWp) และที่ดินต้องไม่ขัดต่อกฎหมายผังเมือง และมีเงื่อนไขให้เอกชนผู้ชนะการคัดเลือกจะต้องเข้าร่วมทุนกับบริษัทในเครือของ กฟภ.

กกพ.เล็งคลอดระเบียบโซลาร์ฟาร์มชุมชน ดึงบริษัทลูก กฟภ.ถือหุ้น 10%

โดยบริษัทในเครือกฟภ. จะเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 10% ตลอดอายุสัญญา เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าและบริการของ กฟภ. เนื่องจากบริษัทในเครือกฟภ. มีความเชี่ยวชาญด้านระบบจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรง การเข้าร่วมทุนนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างพันธมิตรระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อความมั่นคงของพลังงานในระดับชุมชน

ขณะที่การการคัดเลือกจะใช้ระบบ First Come First Served (FCFS) หรือใครยื่นก่อนมีสิทธิได้รับการพิจารณาก่อน โดยเน้นความพร้อมด้านคุณสมบัติและเทคนิค

สำหรับโครงการนี้ไม่ได้เปิดกว้างสำหรับทุกตำบล แต่มีการวางเงื่อนไขเพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางเป็นสำคัญ และหนึ่งตำบล สามารถมีโรงไฟฟ้าเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 แห่ง และเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าเพียงจุดเดียวเท่านั้น อีกทั้งตำบลนั้นจะมีสัดส่วนครัวเรือนที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (ประเภท 1) ที่ใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยย้อนหลัง 12 เดือน ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน มากกว่า 50% ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดในตำบล

รวมถึงผู้พัฒนาโครงการจะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 2,000 บาทต่อกิโลวัตต์ และวางหลักประกันการยื่นข้อเสนอ 1,000 บาทต่อกิโลวัตต์ และกรรมสิทธิ์ Carbon Credit : สิทธิในหน่วย REC หรือ Carbon Credit ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าให้ตกเป็นของภาครัฐ

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับผลประโยชน์ที่จะตกกับชุมชนนั้น ทาง กฟภ. จะเป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดการ โดยจะให้ส่วนลดแก่ครัวเรือนที่อยู่ในตำบลที่ตั้งโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (ประเภท 1) ในชุมชนนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน และมีเงื่อนไขจะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าสำหรับหน่วยที่ 0-200 แรกของเดือน หากใช้เกินกว่านั้นจะคิดอัตราค่าไฟฟ้าปกติ ซึ่งส่วนลดจะเริ่มให้ในเดือนถัดจากที่โรงไฟฟ้าเริ่มจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) และจะมีการประเมินส่วนลดใหม่ทุกเดือนตามปริมาณการผลิตจริง

ทั้งนี้ สูตรการคำนวณส่วนลด จะพิจารณาจากส่วนต่างระหว่าง “ค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ย” หักด้วย “อัตรารับซื้อ FiT (2.1679 บาท)” และค่าบริการเสริมความมั่นคง แล้วจึงนำกำไรส่วนนั้นมาเฉลี่ยเป็นส่วนลดให้กับหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จริงของประชาชนในพื้นที่

สำหรับผู้พัฒนาที่ได้รับคัดเลือกต้องดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายใน 18 เดือน นับจากวันลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) หากไม่สามารถทำได้ตามกำหนดจะมีการหักหลักประกันสัญญา และหากเกิน 12 เดือนนับจากวัน SCOD สัญญาจะสิ้นสุดลงทันที

ทั้งนี้ กฟภ. จะเป็นผู้ประกาศรายชื่อชุมชนที่มีสิทธิ รวมถึงปริมาณพลังไฟฟ้าที่เหมาะสมและศักยภาพของระบบไฟฟ้า (Grid Capacity) ในแต่ละพื้นที่ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ กกพ. ออกประกาศเชิญชวน เพื่อให้เอกชนเตรียมความพร้อมยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าต่อไป