เอกชนชี้ 'เลือกตั้ง 2569' ไร้นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

11 ม.ค. 2569 | 04:55 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ม.ค. 2569 | 04:58 น.

ชี้ 'เลือกตั้งปี 2569' ยังไร้นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจชัดเจน ขณะที่ไทยขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ แนะสร้างการจ้างงาน กระจายรายได้ทั่วประเทศ

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนมองว่าการเลือกตั้งปี 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่ยังกังวลเรื่องการขาดนโยบายพัฒนาระยะยาวที่ชัดเจนจากพรรคการเมือง
  • ปัญหาหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยคือการบริหารงานที่ไม่ต่อเนื่องและการขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของประเทศได้อย่างเต็มที่
  • มีข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ลดต้นทุนพลังงาน สนับสนุน SMEs และปฏิรูปกลไกตลาดสินค้าเกษตร แทนการใช้นโยบายประชานิยมระยะสั้น
  • แม้การเลือกตั้งจะสร้างความหวัง แต่ยังไม่เห็นแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จึงเรียกร้องให้เลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

การเลือกตั้งในปี 2569 กำลังจะมาถึงในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน และมีความคาดหวังจากประชาชนว่า ผลลัพธ์จากการเลือกตั้งจะสามารถนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้ 

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า เชื่อว่าการเลือกตั้งในปีนี้จะเป็นโอกาสในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจริงในด้านเศรษฐกิจของประเทศอยู่

การเลือกตั้งครั้งนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐบาล แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการขาดนโยบายที่มีความชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

ปัญหาหลักของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานที่ไม่ต่อเนื่องและการขาดวิสัยทัศน์ในระยะยาวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และศักยภาพในการพัฒนาในหลากหลายด้าน แต่สิ่งที่ขาดคือการบริหารจัดการที่มีระบบ ซึ่งทำให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาทรัพยากรอย่างเต็มที่และไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้

นายสรเทพ กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีทรัพยากรธรรมชาติที่ดี ทั้งภาคการเกษตรและสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาหลักคือการขาดนักการเมืองที่มีความซื่อสัตย์และมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การบริหารงานที่ผ่านมาไม่ได้มองถึงการพัฒนาในระยะยาว แต่เน้นการทำงานแบบฉาบฉวย ซึ่งส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจไทยไม่สามารถไปถึงจุดที่คาดหวังได้

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

ในด้านธุรกิจร้านอาหารที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย มีข้อเสนอที่สำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการสนับสนุนธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งถือเป็นภาคธุรกิจที่มีผลต่อการสร้างงานและการกระจายรายได้ไปยังภาคต่าง ๆ ของประเทศ ดังนี้

ในด้านธุรกิจร้านอาหารที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย มีข้อเสนอที่สำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการสนับสนุนธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งถือเป็นภาคธุรกิจที่มีผลต่อการสร้างงานและการกระจายรายได้ไปยังภาคต่าง ๆ ของประเทศ ดังนี้

1.การลดต้นทุนพลังงาน เสนอให้รัฐบาลใหม่มุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนพลังงาน เช่น ราคาก๊าซหุงต้ม น้ำมัน และค่าไฟฟ้าที่สูงเกินไป ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้านอาหารทุกประเภท

2.การสนับสนุนธุรกิจ SMEs ซึ่งรวมถึงร้านอาหารขนาดเล็กและกลาง ยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอจากรัฐบาล อยากเรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับธุรกิจเหล่านี้ เช่น การสร้างกองทุนหรือสนับสนุนด้านการตลาด

3.การพัฒนากลไกตลาดสินค้าเกษตร ปัจจุบันเกษตรกรไทยยังคงประสบปัญหาการขายสินค้าราคาต่ำ ขณะที่ราคาที่ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องจ่ายสูงขึ้นอยากเรียกร้องให้รัฐบาลมองถึงการแก้ปัญหาการตลาดสินค้าเกษตรอย่างแท้จริง โดยปรับปรุงระบบการจัดจำหน่ายให้มีความเป็นธรรม

4.การสร้างนโยบายที่เป็นบูรณาการ อยากเสนอว่าการพัฒนาเศรษฐกิจไทยต้องมีการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้วิธีการพัฒนาแบบบูรณาการ ที่มีทั้งการส่งเสริมธุรกิจและการพัฒนาทรัพยากร

5.การพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว รัฐบาลไม่ควรหันไปใช้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น การเพิ่มค่าแรงหรือการทำประชานิยม แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งหมด

ดังนั้นการเลือกตั้งในครั้งนี้ยังคงเป็นความหวังของประชาชนที่หวังว่าจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจยังคงไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เนื่องจากหลายพรรคการเมืองยังคงมุ่งเน้นการทำงานในระยะสั้นและไม่มีแผนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

นายสรเทพฝากไว้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแค่เลือกตัวผู้บริหารใหม่ แต่ควรเลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง โดยต้องมองถึงการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในระยะยาว และไม่หลงทางไปกับการใช้ประชานิยมเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ