‘เอกนิติ’ ชูแผนยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ปลกล็อคลงทุน เพิ่มขีดสามารถการแข่งขัน

15 ม.ค. 2569 | 14:33 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ม.ค. 2569 | 14:40 น.

‘เอกนิติ’ กางแผนผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย เปรียบเสมือน ‘รถเก่าติดหล่ม’ ชูเร่งยกเครื่องโครงสร้าง ปลดล็อคลงทุน เพิ่มขีดสามารถการแข่งขัน

KEY

POINTS

  • ชี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยเปรียบเหมือน "รถยนต์เครื่องเก่า คนขับแก่ ติดหล่ม" จากโครงสร้างประชากรสูงวัย ขาดการลงทุนใหม่ และกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค
  • เสนอมาตรการปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ผ่านกลไก BOI Fast Pass และส่งเสริมพลังงานสะอาดเพื่อดึงดูดนักลงทุน
  • มุ่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันโดยพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill/Upskill) ควบคู่กับการแก้กฎหมายเพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน “กรุงเทพธุรกิจ CEO DAY: LEAD THE SHIFT CEO AWARDS • CEO CONNEXT” ภายใต้หัวข้อ Economic Outlook 2026: Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไม่มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นเวลานาน  

เศรษฐกิจไทย "รถยนต์เครื่องเก่า-คนขับแก่-ติดหล่ม"

นายเอกนิติ เปรียบเทียบภาพรวมเศรษฐกิจไทยให้เห็นภาพชัดเจนว่า เหมือนกับ "รถยนต์ที่กำลังติดหล่ม" ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ซึ่งหน้าที่ของตนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คือการพยายามยกตัวรถให้หลุดออกจากหล่ม เนื่องจาก

  • เครื่องยนต์เก่า: ขาดการลงทุนใหม่ๆ มาเป็นเวลานาน ทำให้ศักยภาพการเติบโตลดลง
  • คนขับแก่: ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยปีนี้มีประชากรอายุเกิน 60 ปีถึง 20% และจะเพิ่มเป็น 30% ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้รายได้และการบริโภค (Consumption) ลดลงตามวัยเกษียณ
  • เทคโนโลยีดั้งเดิม: ยังคงยึดติดกับเทคโนโลยีแบบเก่าหรือ "ฟอสซิล" ไม่มีการอัปเกรดมานาน
  • กฎระเบียบคือรถติด: มีกฎหมายและกติกาที่ซ้ำซ้อนเป็นหมื่นเป็นแสนฉบับ ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ช้าเหมือนรถติด

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ชูกระตุ้นระยะสั้น ผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส

นายเอกนิติ กล่าวว่า เราเน้นนโยบายที่ "กระตุ้นสั้นแต่ได้ผลยาว" โดยยกตัวอย่างโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" ซึ่งคำว่า "พลัส" ที่เพิ่มเข้าไปนั้น หมายถึงการเพิ่มเรื่อง การพัฒนาทักษะ (Reskill/Upskill) โดยพบว่าชาวบ้านที่เข้าโครงการพัฒนาทักษะ เช่น พ่อค้าแม่ค้าขายหมูปิ้งหรือลูกชิ้นปิ้ง สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 500-600% เพราะสามารถขยายตลาดจากหน้าปากซอยไปสู่ระดับหมู่บ้านหรือออนไลน์ได้

ยุทธศาสตร์ "แก้หนี้ครัวเรือน" เพื่อชุบชีวิตเศรษฐกิจ

นายเอกนิติเน้นย้ำว่าหนี้ครัวเรือนคือตัวฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจ จึงได้ร่วมกับ ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ผลักดันโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" โดยมีแนวทางดังนี้

Social AMC นำหนี้ NPL รายย่อยที่ต่ำกว่า 100,000 บาท เข้าสู่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อทำหน้าที่เป็น AMC เพื่อสังคม

ปรับโครงสร้างหนี้และสร้างวินัย เน้นการลดภาระผ่อนต่อเดือนเพื่อให้ลูกหนี้มี "ลมหายใจ" พร้อมทั้งใส่ความรู้เรื่องวินัยการเงิน เพื่อให้ผู้ที่ปิดหนี้ได้แล้วสามารถกลับมาขอสินเชื่อใหม่เพื่อประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

ยกระดับศักยภาพประเทศ ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของจีดีพีให้กลับไปสูงเหมือนในอดีต นายเอกนิติ เสนอให้เร่งการลงทุนในภาคเอกชนที่ปัจจุบันเหลือเพียง 17-18% ของ GDP ผ่านกลไกดังนี้

  • BOI Fast Pass: เร่งปลดล็อกโครงการที่รอการลงทุนกว่า 78 โครงการ มูลค่ากว่า 480,000 ล้านบาท ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เช่น เกษตรอัจฉริยะ, EV, ระบบอัตโนมัติ, Data Center/AI, และ Wellness
  • พลังงานสะอาด (Green Energy): เร่งผลักดันการซื้อขายไฟตรง (Green PPA) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการพลังงานสะอาด
  • Thailand Future Fund (TFF): ใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลงทุนในโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ โดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะให้กับประเทศ
  • การปลดล็อกกฎหมาย: ใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ. แรงงาน เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับสูง (Skill Labor) จากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในไทยได้สะดวกขึ้น เพื่อชดเชยปัญหาแรงงานในประเทศที่ไม่เพียงพอและรองรับสังคมสูงวัย

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยต้องทำทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การยกเครื่องยนต์ใหม่ การเพิ่มทักษะให้คนขับ และการปลดล็อกกติกาที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีขีดความสามารถในการแข่งขันอีกครั้ง โดยเป็นเรื่องต้องใช้เวลา แต่จำเป็นต้องทำ