thansettakij
thansettakij
สิ่งแวดล้อมเขย่าเศรษฐกิจโลก เปิด 16 วิกฤตใหญ่ในปี 2026

สิ่งแวดล้อมเขย่าเศรษฐกิจโลก เปิด 16 วิกฤตใหญ่ในปี 2026

12 ม.ค. 2569 | 01:57 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ม.ค. 2569 | 07:05 น.

16 วิกฤตสิ่งแวดล้อมปี 2026 กำลังดันต้นทุนการผลิต–พลังงาน–อาหารพุ่ง กระทบซัพพลายเชน การลงทุน และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

KEY

POINTS

  • โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมรุนแรงหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ภาวะโลกร้อน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงมลพิษ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตทั่วโลก
  • สาเหตุหลักของวิกฤตการณ์มาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า และรูปแบบการผลิตและบริโภคที่ไม่ยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
  • การแก้ไขปัญหาเผชิญอุปสรรคสำคัญจากการเมืองที่แทรกแซงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ อิทธิพลของกลุ่มอุตสาหกรรม และความท้าทายใหม่จากเทคโนโลยี เช่น AI ที่ใช้พลังงานและทรัพยากรมหาศาล

วันที่ 12 มกราคม 2569 โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมรุนแรง ตั้งแต่โลกร้อน การเมืองแทรกแซงนโยบายภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงมลพิษพลาสติกและการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตมนุษย์ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การคุ้มครองระบบนิเวศ และความร่วมมือระหว่างประเทศยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมเร่งด่วนหลายประการที่ต้องได้รับความสนใจและการลงมือแก้ไขอย่างทันที ตั้งแต่ภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษพลาสติก ไปจนถึงการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุด

ตามรายงานของ Carbonbrief ได้ระบุเกี่ยวกับ 16 วิกฤตของปี 2026 สะท้อนภาพความจำเป็นเร่งด่วนในการลดผลกระทบและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนี้ 

ภาวะโลกร้อนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

อีกหนึ่งปีที่โลกเผชิญคลื่นความร้อนทำลายสถิติและเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่สร้างความเสียหายรุนแรงได้สิ้นสุดลง โดยปี 2025 ถูกคาดว่าจะเป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา นับเป็นการปิดฉากกว่าทศวรรษของอุณหภูมิที่สูงผิดปกติทั่วโลกซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา (2015–2025) ทุกปีล้วนติดอันดับหนึ่งในสิบปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ปัจจุบันปี 2024 ครองอันดับสูงสุด รองลงมาคือปี 2023

หนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของยุคสมัยนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ คือการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกักเก็บความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้ในชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้น และก่อให้เกิดคลื่นความร้อนที่ยาวนานและรุนแรงยิ่งขึ้น ความเข้มข้นของก๊าซที่ทำให้โลกร้อนหลักทั้งสามชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) มีเทน และไนตรัสออกไซด์ อยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากก๊าซเหล่านี้มีอายุคงอยู่ในบรรยากาศยาวนานมาก โลกจึงถูกผูกมัดให้เผชิญกับ

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในระยะยาวมากยิ่งขึ้น ตามคำกล่าวของโค บาร์เร็ต รองเลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เมื่อเดือนที่ผ่านมา

การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุการณ์หายนะทั่วโลก ตั้งแต่ฤดูไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา การระบาดของฝูงตั๊กแตนที่ทำลายพืชผลในบางพื้นที่ของแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ไปจนถึงคลื่นความร้อนในทวีปแอนตาร์กติกาที่ทำให้อุณหภูมิสูงเกิน 20 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก

นักวิทยาศาสตร์เตือนอย่างต่อเนื่องว่า โลกได้ข้ามจุดเปลี่ยนสำคัญหลายประการที่อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรง เช่น การละลายของชั้นดินเยือกแข็งถาวรในเขตอาร์กติก การละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การเร่งตัวของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่หก และการตัดไม้ทำลายป่าในป่าแอมะซอนที่เพิ่มขึ้น

วิกฤตภูมิอากาศยังทำให้พายุเขตร้อนและเหตุการณ์สภาพอากาศอื่น ๆ เช่น ไซโคลนเขตร้อน (หรือที่รู้จักกันในชื่อเฮอริเคนและไต้ฝุ่น) คลื่นความร้อน และอุทกภัย มีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งกว่าที่เคยเห็นมาก่อน

แม้ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดจะหยุดลงในทันที อุณหภูมิโลกก็ยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเริ่มลดการปล่อยก๊าซอย่างจริงจัง ลงทุนในแหล่งพลังงานหมุนเวียน และยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

การเมืองกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เคยเป็นเพียงประเด็นทางวิทยาศาสตร์ ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสนามรบทางการเมืองที่แบ่งฝักฝ่าย ซึ่งมุมมองมักสอดคล้องกับอุดมการณ์ทางการเมือง ถูกกระพือด้วยแคมเปญข้อมูลเท็จ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ผูกโยงกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับบทบาทของรัฐ ทำให้การสร้างฉันทามติเป็นเรื่องยากและขัดขวางการลงมือแก้ไข

กรณีนี้เห็นได้ชัดเป็นพิเศษในประเทศอย่างสหรัฐ ซึ่งภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอยหลังอย่างมากในด้านการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์ได้ยกเลิกนโยบายและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศและสนธิสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศ รื้อถอนงานวิจัยด้านภูมิอากาศ และพยายามนำแนวปฏิบัติที่สร้างความเสียหายกลับมา ตั้งแต่การทำเหมืองใต้ทะเลลึก การตัดไม้ ไปจนถึงการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล

บริษัทจำนวนมาก ตั้งแต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บริษัทพลังงาน บริษัทลงทุน สายการบิน ธนาคารขนาดใหญ่ ไปจนถึงองค์กรการกุศล ต่างก็ถอยกลับจากคำมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของตน เพื่อให้สอดคล้องกับวาระต่อต้านนโยบายสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลทรัมป์

ตัวอย่างของสหรัฐสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกเกี่ยวกับลำดับความสำคัญที่รัฐบาลต่าง ๆ ให้กับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สหภาพยุโรปเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ถอยหลังจากวาระด้านสภาพภูมิอากาศที่เคยถูกมองว่าเป็นแผนการที่ทะเยอทะยานที่สุดของโลกในการรับมือวิกฤตนี้

ระดับโลก การประชุมด้านสภาพภูมิอากาศในช่วงหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถบรรลุผลที่มีนัยสำคัญได้ เนื่องจากอิทธิพลของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เพิ่มขึ้น การประชุม COP30 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สิ้นสุดลงโดยไม่มีการกล่าวถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลเลย แม้จะมีแรงกดดันจากกว่า 80 ประเทศให้บรรจุแผนการยุติการใช้ไว้ในข้อตกลงสุดท้าย โดยผู้เข้าร่วมประชุมหนึ่งใน 25 คน หรือราว 1,600 คน เป็นตัวแทนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา การบริโภคของมนุษย์ จำนวนประชากร การค้าโลก และการขยายตัวของเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มนุษยชาติใช้ทรัพยากรของโลกมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ

รายงานของ WWF ในปี 2020 พบว่า ขนาดประชากรของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลา นก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ลดลงเฉลี่ย 68% ระหว่างปี 1970 ถึง 2016 โดยระบุว่าสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน โดยเฉพาะการเปลี่ยนถิ่นอาศัย เช่น ป่าไม้ ทุ่งหญ้า และป่าชายเลน ให้เป็นระบบเกษตรกรรม สัตว์อย่างตัวนิ่ม ฉลาม และม้าน้ำ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย และตัวนิ่มอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤตจากสาเหตุนี้

การวิเคราะห์ในปี 2021 พบว่าการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่หกของสิ่งมีชีวิตบนโลกกำลังเร่งตัวขึ้น สัตว์บกมากกว่า 500 ชนิดอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์และมีแนวโน้มจะหายไปภายใน 20 ปี ขณะที่จำนวนเท่ากันนี้ใช้เวลาตลอดทั้งศตวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า หากไม่มีการทำลายธรรมชาติโดยมนุษย์ อัตราการสูญเสียเช่นนี้จะต้องใช้เวลานับพันปี

ในทวีปแอนตาร์กติกา การละลายของน้ำแข็งทะเลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อเพนกวินจักรพรรดิ และอาจทำให้ประชากรทั้งหมดสูญพันธุ์ได้เร็วที่สุดภายในปี 2100 ตามงานวิจัยในปี 2023

ภายใต้กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง–มอนทรีออล ปี 2022 ประเทศต่าง ๆ ได้ให้คำมั่นที่จะคุ้มครองและอนุรักษ์พื้นที่บนบกและในน้ำอย่างน้อย 30% ของโลกภายในปี 2030 หรือที่เรียกว่าเป้าหมาย “30 by 30”

อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองในปัจจุบันยังต่ำกว่าเป้าหมายดังกล่าว โดยมีเพียง 9.6% ของมหาสมุทรที่ได้รับการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ

ถึงอย่างนั้นสถานการณ์ก็ไม่ได้เลวร้ายทั้งหมด ทั่วโลก รัฐบาล องค์กรภาคประชาสังคม และชุมชนได้ดำเนินการเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญเพื่อปกป้องธรรมชาติ อนุรักษ์ระบบนิเวศที่มีคุณค่า เสริมสร้างกฎหมาย และนำอุตสาหกรรมที่สร้างความเสียหายขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม

เมื่อปีที่ผ่านมา โมร็อกโกกลายเป็นประเทศที่ 60 ที่ให้สัตยาบันสนธิสัญญาทะเลหลวง ซึ่งครบเกณฑ์สำหรับการมีผลบังคับใช้ สนธิสัญญานี้วางกรอบกฎหมายเพื่อจัดตั้งเครือข่ายพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (MPAs) ในเขตน่านน้ำสากล ซึ่งเป็นก้าวสำคัญ เนื่องจากการคุ้มครองเฉพาะน่านน้ำของประเทศไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมาย 30 by 30 และในปีเดียวกัน หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา โปรตุเกส โคลอมเบีย เซาตูเมและปรินซิปี เฟรนช์โปลินีเซีย สเปน และปากีสถาน ต่างก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง

รัฐบาลหลายประเทศยังได้ขยายการคุ้มครองพื้นที่ธรรมชาติ แม้ว่าปัจจุบันพื้นที่คุ้มครองทั่วโลกจะอยู่ที่ 17.6% ของพื้นที่บกทั้งหมด แต่การประกาศในปี 2025 บ่งชี้ว่าแรงส่งไปสู่เป้าหมาย 30 by 30 กำลังเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น โคลอมเบียได้กำหนดพื้นที่คุ้มครองรูปแบบใหม่เป็นครั้งแรก เพื่อปกป้องชนพื้นเมืองที่ยังไม่เคยติดต่อกับโลกภายนอก พื้นที่ใหม่นี้มีขนาดกว่า 1 ล้านเฮกตาร์ ห้ามกิจกรรมพัฒนาเศรษฐกิจและการติดต่อจากมนุษย์โดยบังคับ ปกป้องทั้งชนเผ่ายูรี–ปาสเซ และความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่

มลพิษพลาสติก

ในปี 1950 โลกผลิตพลาสติกมากกว่า 2 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2015 ปริมาณการผลิตต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 419 ล้านตัน และยิ่งซ้ำเติมปัญหาขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน พลาสติกประมาณ 14 ล้านตันไหลลงสู่มหาสมุทรในแต่ละปี สร้างความเสียหายต่อถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ งานวิจัยพบว่า หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ วิกฤตพลาสติกจะขยายตัวเป็น 29 ล้านตันต่อปีภายในปี 2040 และหากรวมไมโครพลาสติกเข้าไป ปริมาณพลาสติกสะสมในมหาสมุทรอาจสูงถึง 600 ล้านตันภายในปีเดียวกัน

พลาสติกถึง 91% ที่เคยผลิตขึ้นมาไม่ถูกนำไปรีไซเคิล ทำให้ปัญหานี้เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของยุคสมัย เมื่อพิจารณาว่าพลาสติกใช้เวลาถึง 400 ปีในการย่อยสลาย ผลกระทบที่ไม่อาจย้อนกลับได้ในระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมจึงยังไม่อาจคาดการณ์ได้

เพื่อแก้ไขปัญหา สหประชาชาติได้เริ่มกระบวนการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อควบคุมมลพิษพลาสติกในปี 2022 โดยเดิมคาดว่าจะสรุปผลในการประชุมที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในเดือนพฤศจิกายน 2024 แต่การเจรจาล้มเหลว ต่อมาการประชุมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเดือนสิงหาคม 2025 ก็ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่จำเป็นได้ ยังไม่ชัดเจนว่าการเจรจาจะเดินหน้าต่อไปเมื่อใดและในรูปแบบใด

การตัดไม้ทำลายป่า

ในทุก ๆ ชั่วโมง ป่าไม้ขนาดเทียบเท่าสนามฟุตบอล 300 สนามถูกตัดโค่น ภายในปี 2030 โลกอาจเหลือป่าเพียง 10% และหากไม่หยุดการตัดไม้ทำลายป่า ป่าไม้ทั้งหมดอาจหายไปภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ

สามประเทศที่มีการตัดไม้ทำลายป่าสูงที่สุดคือ บราซิล สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และอินโดนีเซีย ป่าแอมะซอน ซึ่งเป็นป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ 6.9 ล้านตารางกิโลเมตร และคิดเป็นราว 40% ของทวีปอเมริกาใต้ ยังเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุด และเป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ราว 3 ล้านชนิด

แม้จะมีความพยายามในการคุ้มครองพื้นที่ป่า แต่การตัดไม้ทำลายป่าอย่างถูกกฎหมายยังคงแพร่หลาย โดยประมาณหนึ่งในสามของการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อนทั่วโลกเกิดขึ้นในป่าแอมะซอนของบราซิล คิดเป็นพื้นที่ราว 1.5 ล้านเฮกตาร์ต่อปี

มลพิษทางอากาศ

หนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือมลพิษทางอากาศ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศทั่วโลกประมาณ 4.2–7 ล้านคนต่อปี และประชากร 9 ใน 10 คนต้องหายใจเอาอากาศที่มีระดับมลพิษสูงเข้าไป จากข้อมูลของยูนิเซฟ ระบุว่าในทวีปแอฟริกา มีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศภายนอกอาคาร 258,000 คนในปี 2017 เพิ่มขึ้นจาก 164,000 คนในปี 1990

สาเหตุของมลพิษทางอากาศส่วนใหญ่มาจากแหล่งอุตสาหกรรมและยานยนต์ รวมถึงการปล่อยมลพิษจากการเผาชีวมวล และคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่จากพายุฝุ่น

การศึกษาในปี 2023 ระบุว่า มลพิษทางอากาศในเอเชียใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีมลพิษสูงที่สุดในโลก ทำให้อายุขัยเฉลี่ยลดลงราว 5 ปี โดยปัจจัยสำคัญมาจากการขาดโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณที่เพียงพอในการรับมือระดับมลพิษในบางประเทศ ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนถึง 92.7% ของปีชีวิตที่สูญเสียไปทั่วโลกจากมลพิษทางอากาศ ยังขาดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่จำเป็นต่อการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม นอกจากนี้ มีเพียง 6.8% และ 3.7% ของรัฐบาลในสองทวีปนี้ตามลำดับ ที่เปิดเผยข้อมูลคุณภาพอากาศอย่างโปร่งใสและครบถ้วนแก่ประชาชน

งานวิจัยล่าสุดเชื่อมโยงการเสียชีวิตเกือบ 280,000 รายทั่วสหภาพยุโรปในปี 2023 กับการสัมผัสมลพิษทางอากาศที่มีความเข้มข้นเกินระดับปลอดภัย โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรประบุว่า ประชากรยุโรปราว 95% ต้องเผชิญกับระดับมลพิษทางอากาศที่ไม่ปลอดภัย ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยพบว่า มลพิษทางอากาศจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 91,000 ราย การคลอดก่อนกำหนด 10,350 ราย การเกิดโรคหอบหืดในเด็ก 216,000 ราย และผู้ป่วยมะเร็ง 1,610 รายต่อปี

ขยะอาหาร

อาหารประมาณหนึ่งในสามที่ผลิตเพื่อการบริโภคของมนุษย์ หรือราว 1.3 พันล้านตัน ถูกทิ้งหรือสูญเสียไปในแต่ละปี ซึ่งเพียงพอที่จะเลี้ยงประชากรได้ถึง 3 พันล้านคน การสูญเสียและขยะอาหารคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกต่อปี หากขยะอาหารเป็นประเทศหนึ่ง จะเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับสามของโลก รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา

การสูญเสียและขยะอาหารเกิดขึ้นในช่วงที่แตกต่างกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ในประเทศกำลังพัฒนา ขยะอาหารราว 40% เกิดขึ้นหลังการเก็บเกี่ยวและในขั้นตอนการแปรรูป ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้ว ขยะอาหารราว 40% เกิดขึ้นในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค

ระดับค้าปลีก อาหารจำนวนมากถูกทิ้งด้วยเหตุผลด้านรูปลักษณ์ โดยในสหรัฐอเมริกา มากกว่า 50% ของผลผลิตทางการเกษตรที่ถูกทิ้ง เกิดจากการถูกมองว่าไม่สวยพอ สำหรับการจำหน่าย คิดเป็นผลไม้และผักราว 60 ล้านตัน

การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

วิกฤตภูมิอากาศทำให้อาร์กติกอุ่นขึ้นเร็วกว่าแห่งอื่นบนโลกมากกว่าสองเท่า ปัจจุบัน ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเร็วกว่าในช่วงศตวรรษที่ 20 มากกว่าสองเท่า อันเป็นผลจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.2 มิลลิเมตรต่อปี และคาดว่าจะสูงขึ้นถึงประมาณ 0.7 เมตรภายในสิ้นศตวรรษนี้ ในภูมิภาคอาร์กติก แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ถือเป็นความเสี่ยงสูงสุดต่อระดับน้ำทะเล เนื่องจากน้ำแข็งบนแผ่นดินที่ละลายเป็นสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

ปัญหานี้นับเป็นหนึ่งในวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยยิ่งน่ากังวลเมื่อพิจารณาว่า อุณหภูมิในฤดูร้อนปี 2020 ทำให้น้ำแข็งในกรีนแลนด์สูญเสียไปถึง 60 พันล้านตัน เพียงพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลโลกเพิ่มขึ้น 2.2 มิลลิเมตรภายในเวลาเพียงสองเดือน

ข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า ในปี 2019 แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์สูญเสียน้ำแข็งในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เฉลี่ยราว 1 ล้านตันต่อนาทีตลอดทั้งปี หากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายทั้งหมด ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 6 เมตร

ขณะเดียวกัน ทวีปแอนตาร์กติกามีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นราว 1 มิลลิเมตรต่อปี คิดเป็นหนึ่งในสามของการเพิ่มขึ้นทั่วโลกต่อปี โดยข้อมูลปี 2023 ระบุว่า ทวีปนี้สูญเสียน้ำแข็งไปประมาณ 7.5 ล้านล้านตันตั้งแต่ปี 1997 นอกจากนี้ ชั้นน้ำแข็งที่ยังคงสมบูรณ์แห่งสุดท้ายในแคนาดา เขตอาร์กติก ได้พังทลายลงเมื่อไม่นานมานี้ โดยสูญเสียพื้นที่ราว 80 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 40% ภายในเวลาเพียงสองวันในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ตามข้อมูลของหน่วยงาน Canadian Ice Service

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง จากข้อมูลของ Climate Central ระบุว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในศตวรรษนี้อาจท่วมพื้นที่ชายฝั่งซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรราว 340–480 ล้านคน บีบให้ต้องอพยพไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า และเพิ่มแรงกดดันด้านทรัพยากรในพื้นที่ปลายทาง เมืองที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ กรุงเทพฯ (ประเทศไทย) โฮจิมินห์ซิตี (เวียดนาม) มะนิลา (ฟิลิปปินส์) และดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)

ภาวะกรดในมหาสมุทร

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่เพียงส่งผลต่อพื้นผิวโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุหลักของภาวะกรดในมหาสมุทร มหาสมุทรดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 30% ของปริมาณที่ถูกปล่อยสู่บรรยากาศโลก เมื่อกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อัตราการเกิดไฟป่าที่เพิ่มขึ้น ทำให้การปล่อยคาร์บอนสูงขึ้น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดูดซับกลับลงสู่ทะเลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในระดับความเป็นกรด–ด่าง (pH) สามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความเป็นกรดของมหาสมุทร ภาวะกรดในมหาสมุทรสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเล ชนิดพันธุ์ และโครงข่ายอาหาร รวมถึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพถิ่นอาศัยที่ไม่อาจย้อนกลับได้ เมื่อระดับ pH ต่ำเกินไป สิ่งมีชีวิตทางทะเล เช่น หอยนางรม อาจเริ่มเกิดการละลายของเปลือกและโครงสร้างแข็ง

หนึ่งในผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดจากภาวะกรดในมหาสมุทรคือ ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวและการสูญเสียแนวปะการังในเวลาต่อมา ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นรบกวนความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันระหว่างปะการังกับสาหร่ายที่อาศัยอยู่ภายใน ทำให้สาหร่ายถูกขับออกและแนวปะการังสูญเสียสีสันตามธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์บางรายประเมินว่า แนวปะการังทั่วโลกอาจเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ทั้งหมดภายในปี 2050 นอกจากนี้ ความเป็นกรดที่สูงขึ้นยังขัดขวางความสามารถของระบบแนวปะการังในการสร้างโครงกระดูกใหม่และฟื้นตัวจากเหตุการณ์ฟอกขาว

เกษตรกรรมแบบดั้งเดิม

งานวิจัยชี้ว่า ระบบอาหารโลกมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์สูงถึงหนึ่งในสาม โดย 30% มาจากภาคปศุสัตว์และประมง การผลิตพืชผลยังปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ไนตรัสออกไซด์ จากการใช้ปุ๋ย

พื้นที่เกษตรกรรมของโลกประมาณ 60% ถูกใช้เพื่อการเลี้ยงโค แม้จะคิดเป็นเพียง 24% ของการบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลก

ภาคเกษตรกรรมไม่เพียงใช้พื้นที่ดินจำนวนมาก แต่ยังใช้น้ำจืดในปริมาณมหาศาล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญ พื้นที่เพาะปลูกและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ครอบคลุมหนึ่งในสามของพื้นผิวโลก และร่วมกันใช้น้ำจืดที่มีอยู่อย่างจำกัดของโลกถึงสามในสี่

นักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมเตือนอย่างต่อเนื่องว่า โลกจำเป็นต้องทบทวนระบบอาหารในปัจจุบัน การเปลี่ยนไปสู่รูปแบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมากขึ้น และการบริโภคอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก จะช่วยลดรอยเท้าคาร์บอนของอุตสาหกรรมเกษตรแบบดั้งเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ

การเสื่อมโทรมของดิน (Soil Degradation)

อินทรียวัตถุเป็นองค์ประกอบสำคัญของดิน เนื่องจากช่วยให้ดินสามารถดูดซับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศได้ พืชดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากอากาศผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงตามธรรมชาติ และคาร์บอนบางส่วนจะถูกกักเก็บไว้ในดินในรูปของคาร์บอนอินทรีย์ในดิน (Soil Organic Carbon: SOC) ดินที่มีสุขภาพดีควรมีปริมาณอินทรียวัตถุอย่างน้อย 3–6% อย่างไรก็ตาม ในแทบทุกพื้นที่ของโลก ปริมาณดังกล่าวกลับต่ำกว่ามาตรฐานนี้อย่างมาก

องค์การสหประชาชาติระบุว่า ประมาณ 40% ของดินทั่วโลกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม การเสื่อมโทรมของดินหมายถึงการสูญเสียอินทรียวัตถุ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของดิน และ/หรือการลดลงของความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งมักเป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่ใช้สารเคมีและมลพิษที่เป็นพิษ หากยังคงดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบเดิมต่อไปจนถึงปี 2050 ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าพื้นที่ดินที่เสื่อมโทรมจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าขนาดทวีปอเมริกาใต้

ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่เปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติที่ขาดความรับผิดชอบและไม่เร่งอนุรักษ์สุขภาพของดิน ความมั่นคงทางอาหารของประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลกจะถูกบั่นทอนอย่างไม่อาจย้อนกลับได้ โดยคาดว่าภายใน 20 ปีข้างหน้า ปริมาณการผลิตอาหารอาจลดลงถึง 40% แม้จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.3 พันล้านคนก็ตาม

ความไม่มั่นคงด้านอาหารและน้ำ (Food and Water Insecurity)

อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการทำเกษตรกรรมที่ไม่ยั่งยืน ส่งผลให้ความไม่มั่นคงด้านอาหารและน้ำทวีความรุนแรงมากขึ้น

ทั่วโลกมีการพังทลายของหน้าดินมากกว่า 68 พันล้านตันต่อปี ในอัตราที่เร็วกว่าอัตราการฟื้นตัวตามธรรมชาติถึง 100 เท่า หน้าดินที่ปนเปื้อนสารชีวฆาตและปุ๋ยเคมีจะไหลลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้แหล่งน้ำดื่มและพื้นที่อนุรักษ์ปลายน้ำเกิดการปนเปื้อน

นอกจากนี้ ดินที่ถูกเปิดโล่งและขาดสิ่งมีชีวิตยึดเกาะจะเปราะบางต่อการพังทลายจากลมและน้ำมากขึ้น เนื่องจากขาดระบบรากพืชและเส้นใยไมซีเลียมที่ช่วยยึดโครงสร้างของดิน หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการพังทลายของดินคือการไถพรวนมากเกินไป แม้จะช่วยเพิ่มผลผลิตในระยะสั้นจากการผสมธาตุอาหารบนผิวดิน แต่ในระยะยาวกลับทำลายโครงสร้างของดิน ทำให้ดินแน่น ความอุดมสมบูรณ์ลดลง และเกิดการก่อตัวของผิวดินแข็ง ส่งผลให้การพังทลายรุนแรงยิ่งขึ้น

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดว่า ภายในปี 2050 ความต้องการอาหารโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 70% ขณะที่ปัจจุบันยังมีประชากรกว่า 820 ล้านคนทั่วโลกที่ขาดแคลนอาหาร

อันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวในการประชุมระดับสูงแบบเสมือนจริงเมื่อปี 2020 ว่า “หากไม่ดำเนินการอย่างเร่งด่วน จะเห็นได้ชัดมากขึ้นว่าโลกกำลังเผชิญภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงอาหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อผู้ใหญ่และเด็กหลายร้อยล้านคน” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ทบทวนระบบอาหารและหันสู่การเกษตรที่ยั่งยืนมากขึ้น

ด้านความมั่นคงทางน้ำ มีเพียง 3% ของน้ำทั้งหมดบนโลกที่เป็นน้ำจืด และในจำนวนนี้สองในสามถูกกักเก็บอยู่ในธารน้ำแข็งหรือไม่สามารถนำมาใช้ได้ ส่งผลให้มีประชากรราว 1.1 พันล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำได้ และอีก 2.7 พันล้านคนประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างน้อยหนึ่งเดือนต่อปี ภายในปี 2025 ประชากรโลกถึงสองในสามอาจเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำ

แฟชั่นรวดเร็วและขยะสิ่งทอ (Fast Fashion and Textile Waste)

อุตสาหกรรมแฟชั่นสร้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 10% ของทั้งโลก ทำให้เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดในยุคปัจจุบัน โดยแฟชั่นเพียงอุตสาหกรรมเดียวปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าภาคการบินและการขนส่งทางเรือรวมกัน และก่อให้เกิดน้ำเสียเกือบ 20% ของโลก หรือราว 93 พันล้านลูกบาศก์เมตร จากกระบวนการย้อมสิ่งทอ ตามข้อมูลของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ

ทั่วโลกมีขยะสิ่งทอประมาณ 92 ล้านตันต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 134 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030 เสื้อผ้าใช้แล้วและขยะสิ่งทอซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถย่อยสลายได้ถูกนำไปฝังกลบ ขณะที่ไมโครพลาสติกจากวัสดุสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ ไนลอน โพลิเอไมด์ และอะคริลิก รั่วไหลลงสู่ดินและแหล่งน้ำใกล้เคียง

เสื้อผ้าจำนวนมหาศาลยังถูกทิ้งในประเทศกำลังพัฒนา ดังเช่นกรณีทะเลทรายอาตากามาในชิลี ซึ่งมีเสื้อผ้าหลายล้านตันจากยุโรป เอเชีย และทวีปอเมริกา ถูกนำมาทิ้งไว้ โดยในปี 2023 มีเสื้อผ้าใช้แล้วถึง 46 ล้านตันถูกทิ้งตามสถิติศุลกากรของชิลี

ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงจากโมเดลธุรกิจแฟชั่นรวดเร็วที่เน้นการผลิตราคาถูก รวดเร็ว และคุณภาพต่ำ เพื่อตอบสนองกระแสแฟชั่นล่าสุด แม้กฎบัตรอุตสาหกรรมแฟชั่นของสหประชาชาติด้านการดำเนินการเพื่อสภาพภูมิอากาศจะกำหนดเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ทั่วโลกยังไม่จัดการบทบาทของตนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)

รายงานความเสี่ยงโลกปี 2025 ของเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นความเสี่ยงระดับโลก 10 อันดับแรกในทศวรรษหน้า พร้อมชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี

ปี 2025 ถือเป็นปีที่เทคโนโลยี AI เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ช่วยสนับสนุนงานด้านสภาพอากาศ การพยากรณ์ การอนุรักษ์ และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่แทบไร้การกำกับดูแลก็ก่อให้เกิดข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและจริยธรรม

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ AI มาจากการใช้พลังงานในการฝึกโมเดล การประมวลผลจากการใช้งานประจำวัน การใช้น้ำเพื่อหล่อเย็นศูนย์ข้อมูล และรอยเท้าคาร์บอนจากฮาร์ดแวร์ ซีอีโอของ OpenAI แซม อัลต์แมน เปิดเผยว่า เพียงการพิมพ์คำว่า “please” และ “thank you” ใน ChatGPT ก็เพิ่มต้นทุนการประมวลผลระดับหลายสิบล้านดอลลาร์จากการใช้พลังงานที่สูงขึ้น

มีรายงานว่า OpenAI ใช้ไฟฟ้าประมาณ 1,287 เมกะวัตต์-ชั่วโมงในการฝึกโมเดล GPT-3 ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้พลังงานของบ้านเรือนในสหรัฐมากกว่า 120 หลังต่อปี และเนื่องจากปริมาณคำสั่งใช้งานจำนวนมหาศาล การประมวลผลจากการใช้งาน (inference) จึงคิดเป็นกว่า 60% ของรอยเท้าคาร์บอนทั้งหมดของ AI

งานวิจัยพบว่า AI ระบุว่า GPT-3 ใช้น้ำประมาณ 500 มิลลิลิตรต่อการตอบคำถามขนาดกลางราว 10–50 ครั้ง และคาดว่าปริมาณน้ำที่ใช้จากการใช้งาน AI ทั่วโลกอาจเพิ่มเป็น 4.2–6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2027 ซึ่งมากกว่าการใช้น้ำทั้งปีของเดนมาร์กถึง 4–6 เท่า

แม้จะมีผลกระทบเหล่านี้ แต่ยังไม่มีมาตรฐานสากลในการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก AI เนื่องจากขาดความโปร่งใสของผู้ให้บริการ ความแตกต่างของความเข้มข้นคาร์บอนในโครงข่ายไฟฟ้า และความหลากหลายของเครื่องมือ AI ที่ใช้งานอยู่

การทำประมงเกินขนาด (Overfishing)

ประชากรกว่า 3 พันล้านคนทั่วโลกพึ่งพาปลาเป็นแหล่งโปรตีนหลัก และประมาณ 12% ของประชากรโลกเกี่ยวข้องกับภาคการประมง โดย 90% เป็นชาวประมงรายย่อย จากชาวประมง 18.9 ล้านคนทั่วโลก มีถึง 90% ที่อยู่ในกลุ่มนี้

ปัจจุบันมนุษย์บริโภคอาหารมากกว่าประมาณ 50 ปีก่อนถึงสองเท่า และจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่าตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 ส่งผลให้พื้นที่ประมงเชิงพาณิชย์กว่า 30% ถูกจัดอยู่ในภาวะ “ทำประมงเกินขนาด” หมายถึงการจับปลามากกว่าที่ทรัพยากรจะฟื้นตัวได้

การทำประมงเกินขนาดก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของสาหร่ายในทะเล การล่มสลายของชุมชนประมง ขยะทะเล ไปจนถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในอัตราสูง

ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 14 (SDG 14) องค์การสหประชาชาติและ FAO พยายามรักษาปริมาณทรัพยากรปลาภายในระดับที่ยั่งยืนทางชีวภาพ ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลมหาสมุทรที่เข้มงวดกว่าที่เป็นอยู่

ในเดือนกรกฎาคม 2022 องค์การการค้าโลก (WTO) มีข้อตกลงประวัติศาสตร์ห้ามเงินอุดหนุนการประมง เพื่อลดการทำประมงเกินขนาด เนื่องจากเงินอุดหนุนด้านเชื้อเพลิง อุปกรณ์ และการต่อเรือใหม่ เป็นแรงจูงใจสำคัญที่เร่งการทำประมงเกินขนาด

การทำเหมืองโคบอลต์ (Cobalt Mining)

โคบอลต์กลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของปัญหาทรัพยากรในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ความต้องการโคบอลต์จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความพยายามลดการปล่อยคาร์บอน ผู้ผลิตโคบอลต์รายใหญ่ที่สุดของโลกคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ซึ่งคาดว่าประมาณหนึ่งในห้าของการผลิตมาจากเหมืองขนาดเล็กแบบพื้นบ้าน

อย่างไรก็ตาม การทำเหมืองโคบอลต์เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานอย่างอันตราย รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมร้ายแรง ภาคใต้ของ DRC ไม่เพียงมีโคบอลต์และทองแดง แต่ยังมีแหล่งยูเรเนียมจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบระดับกัมมันตรังสีสูงในพื้นที่เหมือง

นอกจากนี้ การทำเหมืองแร่ยังสร้างมลพิษที่ไหลลงสู่แม่น้ำและแหล่งน้ำใกล้เคียง ขณะที่ฝุ่นจากหินที่ถูกบดละเอียดก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจต่อชุมชนท้องถิ่นด้วย