

KEY
POINTS
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่มปตท. ได้ปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้น 15 ปี เป็นภายในปี 2593 เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าของประเทศ จากเดิมที่กำหนดไว้ภายในปี 2603 โดยตั้งเป้าหมายจะลดคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้า (Carbon intensity) ให้ได้ 15% ในปี 2578
การขับเคลื่อนดังกล่าว ดำเนินงานภายใต้แผนกลยุทธ์ 4S ได้แก่
S1 การเป็นผู้นำในการดำเนินการ Decarbonization เพื่อส่งมอบสาธารณูปโภคให้กับกลุ่ม ปตท. และลูกค้าอุตสาหกรรม ผลิตและส่งมอบสาธารณูปโภคให้กับลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพได้อย่างเป็นเลิศในระดับสากล
S2 มุ่งเน้นการขยายกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเท และการ บูรณาการพลังงานหมุนเวียนร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน
S3 ศึกษาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการลดการปล่อยก๊าซ CO2 เช่น Hydrogen, CCUS และ Small Modular Reactor (SMR) ตามภารกิจ Decarbonization ให้กับกลุ่ม ปตท.
และ S4 มุ่งเน้นการทำธุรกิจในรูปแบบ Business-to-Customer (B2C) ให้มากขึ้น และการให้บริการระบบบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร อาทิ Cooling as a Service หรือ CaaS
ทั้งนี้ มีรายงานว่า GPSC จะใช้งบลงทุนในช่วง 5 ปี(2569-2572573) ประมาณ 33,435 ล้านบาท มุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างโครงการที่ได้ทำสัญญาไปแล้วโดยเฉพาะโครงการหน่วยผลิตไฟฟ้าและไอนํ้าจากกากนํ้ามัน Energy Recovery Unit (ERU) ขนาดกำลังผลิต 250 เมกะวัตต์ และการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ขณะที่งบประมาณในส่วน Aspiration CAPEX อีกประมาณ 80,000 ล้านบาท จะถูกนำมาใช้เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ทั้งในโครงการพลังงานหมุนเวียนและโครงการไฟฟ้าหลัก (Conventional) ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดย GPSC มีกำลังการผลิตที่ทำสัญญาผูกพันตามสัดส่วนการถือหุ้นถึงปี 2573 อยู่ในมือแล้ว 13,452 เมกะวัตต์ เป็นสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนถึง 70 % ที่กำลังผลิต 9,425 เมกะวัตต์
ประกอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 65% พลังนํ้า 3% พลังงานลม 1% และเชื้อเพลิงขยะ 0.1% ขณะที่สัดส่วนจากก๊าซธรรมชาติลดลงเหลือ 22 % ถ่านหิน 6% และ โครงการ ERU สัดส่วน 2 % ปัจจุบัน GPSC ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์(COD) ตามสัดส่วนการถือหุ้นแล้ว 6,896 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีสัดส่วนการีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 45%
สำหรับเม็ดเงินลงทุนเพื่อรองรับโอกาสการเติบโตใหม่ๆ จะยังเน้นไปที่การลงทุนในบริษัท Avaada Energy Private Limited (AEPL) ประเทศอินเดีย GPSC ถือหุ้นในสัดส่วน 39.90% โดย AEPL ถือเป็นแพลตฟอร์มพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาก มีเป้าหมายระยะยาวที่จะขยายกำลังการผลิตให้ถึง 30,000 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ในมือแล้ว 21,717 เมกะวัตต์ ดำเนินการเชิงพาณิชย์(COD) แล้ว 5,969 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7,702 เมกะวัตต์ COD ช่วงปี 2569-2573 และอยู่ระหว่างการพัฒนา 8,046 เมกะวัตต์ COD ช่วงปี 2569-2573
หากคิดตามสัดส่วนการถือหุ้น GPSC จะมีกำลังผลิตอยู่ราว 8,665 เมกะวัตต์ โดย COD แล้ว 2,382 เมกะวัตต์ ซึ่งในปี 2569 โครงการภายใต้ AEPL จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (SCOD) เพิ่มเติมในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็นสัดส่วนกำลังการผลิตตามถือหุ้นประมาณ 1,000-1,400 เมกะวัตต์
ส่วนการขยายกำลังการผลิตในประเทศไทย GPSC ได้เตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดด้วยโครงการการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565–2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง กำลังผลิตรวม 192.88 เมกะวัตต์ ที่จะ COD ในช่วงปี 2569-2571 รวมถึงโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในจังหวัดนครราชสีมา กำลังผลิต 8 เมกะวัตต์ และ ในจังหวัดสงขลา กำลังผลิต 97 เมกะวัตต์ ที่จะ COD ในช่วงปี 2571-2573
นอกจากนี้ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ NNEG Phase 3 ขนาด 9 เมกะวัตต์ และโครงการ Private PPA พลังงานแสงอาทิตย์ในจังหวัดระยองขนาด 6 เมกะวัตต์ ที่มีกำหนด COD ในช่วง 2569-2570 รวมถึงโครงการ ERU ขนาด 250 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2572
ทั้งนี้ ในการจัดสรรงบลงทุนสำหรับโครงการใหม่ๆ GPSC ได้มองเห็นโอกาสการเติบโตการผลิตไฟฟ้าจากการเข้ามาของ Data Center ที่คาดว่าในปี 2570 จะมีความต้องการอยู่ที่ราว 10,000 เมกะวัตต์ ถือเป็นโอกาสของบริษัทในอนาคต ทั้งในด้านการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และการจำหน่ายไฟฟ้า โดยตรงแก่ลูกค้า Data Center ภายใต้รูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA)
ขณะเดียวกัน ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP 2026 ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะกระตุ้นการลงทุนในภาคพลังงานอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยเฉพาะในด้านพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่สามารถทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตไฟฟ้า (Base Load) เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว
อาทิ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) รวมถึงเทคโนโลยีการใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียร่วมกับเชื้อเพลิงฟอสซิล ถือเป็นโอกาสของบริษัท ในการขยายการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่าที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาโครงการใหม่ เทคโนโลยีขั้นสูง และรูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย และสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง