thansettakij
thansettakij
สอวช.กางโรดแมป EV-SAF พลิกโฉมพลังงานไทย มุ่งเป้า Net Zero

สอวช.กางโรดแมป EV-SAF พลิกโฉมพลังงานไทย มุ่งเป้า Net Zero

01 พ.ค. 69 | 08:53 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ค. 69 | 09:09 น.

สอวช.กางโรดแมปขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero วางเกม EV–SAF ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน-อุตสาหกรรมไทย แก้โจทย์คาร์บอน-ดับวิกฤต PM 2.5

KEY

POINTS

  • สอวช. วางโรดแมปขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เป็นสองเสาหลักในการเปลี่ยนผ่านพลังงานภาคขนส่ง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรม EV ครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และชิ้นส่วนในประเทศ การดัดแปลงรถยนต์สันดาป (EV Conversion) และ การพัฒนาทักษะแรงงาน
  • เร่งพัฒนานโยบายเชื้อเพลิง SAF โดยใช้ศักยภาพจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันพืชใช้แล้วและเศษวัสดุการเกษตร เพื่อยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการบินสีเขียว

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เร่งวางยุทธศาสตร์รับมืออย่างเป็นระบบ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันผ่านการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพ และไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพ พร้อมเดินหน้าร่วมพัฒนานโยบาย “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจร 

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง ประมาณร้อยละ 90 จากสัดส่วนการใช้งานทั้งหมด การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จึงต้องเริ่มจากการลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ 

โดยในระยะสั้น สอวช. จัดทำมาตรการรับวิกฤตพลังงานเร่งด่วน ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อเสนอต่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  

ในระยะกลางและระยะยาว สอวช. มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (xEVs) ครอบคลุมตั้งแต่รถไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% (BEV) ไปจนถึงพลังงานใหม่อื่นๆเช่นไฮโดรเจน อย่างไรก็ตาม การใช้ EV เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากไฟฟ้าของไทย ร้อยละ 58 มาจากก๊าซธรรมชาติ ที่ในปี พ.ศ. 2568 ต้องนำเข้าร้อยละ 36% ซึ่งเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 74% 

สอวช. จึงสนับสนุนแนวคิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และชีวมวล ควบคู่การยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมในทุกมิติ

ในระดับต้นน้ำ สอวช. มุ่งพัฒนานโยบายสนับสนุนเทคโนโลยีแบตเตอรี่ วัสดุศาสตร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ EV ในระดับกลางน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านมาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) และการ Reskill/Upskill แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม

ส่วนปลายน้ำ มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขยายทางเลือกและการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน

                               สอวช.กางโรดแมป EV-SAF พลิกโฉมพลังงานไทย มุ่งเป้า Net Zero

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “EV Conversion” หรือการดัดแปลงยานยนต์สันดาปเดิมให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า 100% โดยเน้นรถที่ใช้งานเฉพาะทาง เช่น รถสองแถว รถเก็บขยะ รถดับเพลิง ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการจัดซื้อใหม่อย่างมีนัยสำคัญ 

โดยได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและหารือแนวทางมาตรการทางการเงิน เช่น มาตรการทางภาษี หรือการสนับสนุนงบประมาณในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงเตรียมความพร้อมรองรับ “การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Tourism) ในพื้นที่นำร่อง เช่น เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต เพื่อยกระดับเป็นจุดขายใหม่ของประเทศในอนาคต

ในมิติการพัฒนากำลังคน สอวช. ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวม 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) (สคช.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.)

                             สอวช.กางโรดแมป EV-SAF พลิกโฉมพลังงานไทย มุ่งเป้า Net Zero

ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) และ สอวช. ภายใต้โครงการ EV-HRD เพื่อยกระดับทักษะช่างไทยด้านการซ่อมบำรุงและดัดแปลงรถ EV รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบชาร์จไฟฟ้าอย่างเหมาะสม โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรอย่างน้อย 650 คน ภายในปี พ.ศ. 2569 ควบคู่การวิจัยและการใช้งานจริง

รศ.วงกต กล่าวด้วยว่า สอวช.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ บริษัท แอร์บัส กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนานโยบายเพื่อสนับสนุน “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuels) ที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคการบิน รองรับทั้งการปรับตัวในการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการคาร์บอนในระดับสากล โดยพิจารณาถึงศักยภาพการพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานของ SAF การจ้างงานและความต้องการองค์ความรู้ในประเทศไทยให้ครบวงจร

“ตัวอย่างจากสถานภาพปัจจุบัน เครื่องบินของ Airbus บางรุ่นสามารถใช้เชื้อเพลิง SAF ผสมกับน้ำมันอากาศยานเดิมได้มากถึง 50% และในระดับห้องวิจัยทำได้ถึง 100% ขณะที่สายการบินในไทยเริ่มทดลองใช้ SAF ที่ผลิตจากน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used cooking oil: UCO) แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะการบินสู่ทวีปยุโรปที่มีมาตรการการบริหารจัดการคาร์บอนสำหรับเที่ยวบิน” รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว

รศ.วงกต ยังเผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิต SAF จากวัตถุดิบหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนเริ่มพัฒนา และขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ 

และอีกส่วนหนึ่งคือ วัตถุดิบจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในลักษณะชีวมวล ซึ่งหากมีการเผาในที่โล่งจะเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา PM 2.5 โดยขณะนี้ สอวช. กำลังเตรียมจัดทำนโยบายเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ในด้านวิจัยและนวัตกรรม โดยพิจารณาถึงแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง SAF ที่มีมูลค่าสูงและคุ้มค่าต่อการจัดเก็บและขนส่งในรูปของของเหลว 

                             สอวช.กางโรดแมป EV-SAF พลิกโฉมพลังงานไทย มุ่งเป้า Net Zero

พร้อมศึกษาพืชพลังงานใหม่ต่างๆ ที่ให้ผลผลิตน้ำมันสูง เพื่อรองรับการผลิตในระยะยาวของประเทศ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปัญหา PM 2.5 แต่ยังสร้างตลาดใหม่ขนาดใหญ่ให้ภาคเกษตร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและเมื่อมีการผลิต SAF ที่เพียงพอ จะสนับสนุนให้ประเทศไทยคงฐานะการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคในระยะยาว

“ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบและภูมิประเทศ ทำให้มีความแตกต่างจากหลายประเทศคู่แข่งในภูมิภาค การพัฒนา SAF จึงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางการบินสีเขียวของเอเชีย ทั้งนี้ สอวช. ประเมินว่า การขับเคลื่อน EV และ SAF ควบคู่กัน จะเป็น “สองเสาหลัก” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่ง ทั้งทางบกและทางอากาศ และเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” รศ.วงกต กล่าวทิ้งท้าย