thansettakij
thansettakij
EU บังคับแล็ปท็อปใหม่ใช้ USB-C เริ่ม 28 เม.ย. ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์

EU บังคับแล็ปท็อปใหม่ใช้ USB-C เริ่ม 28 เม.ย. ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์

30 เม.ย. 69 | 09:14 น.
อัปเดตล่าสุด :30 เม.ย. 69 | 09:25 น.

สหภาพยุโรป (EU) เดินหน้ากฎ “Common Charger” เฟสสุดท้าย บังคับแล็ปท็อปใหม่ที่วางขายในตลาดต้องรองรับ USB-C ตั้งแต่ 28 เมษายน หวังลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ 11,000 ตันต่อปี พร้อมเปิดทางผู้บริโภคไม่ต้องซื้อหัวชาร์จซ้ำ

KEY

POINTS

  • สหภาพยุโรป (EU) กำหนดให้แล็ปท็อปรุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ต้องสามารถชาร์จไฟผ่านพอร์ต USB-C ได้
  • นโยบายนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากที่ชาร์จ ลดความสับสน และช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่าย
  • กฎหมายไม่ได้ห้ามผู้ผลิตใช้หัวชาร์จแบบเฉพาะของตนเอง แต่บังคับให้แล็ปท็อปต้องมีช่อง USB-C เป็นทางเลือกมาตรฐานในการชาร์จ

สหภาพยุโรป (EU) เดินหน้าบังคับใช้มาตรการ “Common Charger” หรือกฎที่ชาร์จมาตรฐานกลางอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป แล็ปท็อปใหม่ที่ถูกนำออกวางจำหน่ายในตลาดอียูจะต้องสามารถชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ได้ตามข้อกำหนดเดียวกันกับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอีกหลายประเภทที่เริ่มใช้กฎนี้ไปก่อนแล้ว

มาตรการดังกล่าวถือเป็นเฟสสุดท้ายของ Directive (EU) 2022/2380 ซึ่งเป็นกฎหมายที่อียูออกมาเพื่อยกระดับมาตรฐานการชาร์จไฟให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วภูมิภาค

โดยก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2567 อุปกรณ์อย่างโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต กล้องดิจิทัล หูฟัง ลำโพงพกพา เครื่องเล่นเกมพกพา เครื่องอ่านอีบุ๊ก คีย์บอร์ด เมาส์ และอุปกรณ์นำทางพกพา ถูกบังคับให้ใช้พอร์ต USB-C แล้ว ขณะที่กลุ่มแล็ปท็อปได้รับระยะเวลาผ่อนผันเพิ่มอีก 16 เดือน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกำลังไฟและการออกแบบทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนกว่า

ภายใต้กฎใหม่ ผู้ผลิตแล็ปท็อปทุกรายที่จะนำสินค้าเข้ามาขายในสหภาพยุโรป จำเป็นต้องทำให้เครื่องรองรับการชาร์จผ่านพอร์ต USB-C อย่างน้อย 1 ช่อง และหากรองรับการชาร์จเร็วจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน USB Power Delivery เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับอะแดปเตอร์ที่ได้รับการรับรองได้โดยไม่ขึ้นกับหัวชาร์จเฉพาะแบรนด์เหมือนในอดีต

EU บังคับแล็ปท็อปใหม่ใช้ USB-C เริ่ม 28 เม.ย. ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตแล็ปท็อปจะถูกห้ามใช้หัวชาร์จแบบเฉพาะของตนเองทั้งหมด แต่หมายถึงอุปกรณ์ใหม่จะต้อง “รองรับการชาร์จผ่าน USB-C ได้” เพิ่มเข้ามา ทำให้ผู้ใช้มีทางเลือกใช้หัวชาร์จร่วมกับอุปกรณ์อื่นได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอุปกรณ์หลายชิ้น เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป ซึ่งต่อไปจะสามารถใช้สายและหัวชาร์จร่วมกันได้ในหลายกรณี

คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า เป้าหมายหลักของนโยบายนี้คือการลดความสับสนของผู้บริโภค ลดต้นทุนการซื้อหัวชาร์จซ้ำซ้อน และลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากหัวชาร์จที่ถูกทิ้งหรือไม่ได้ใช้งาน

 

 

ซึ่งปัจจุบันยุโรปมีขยะจากกลุ่มอุปกรณ์ชาร์จมากถึงประมาณ 11,000 ตันต่อปี พร้อมคาดว่าการเปิดทางให้ผู้บริโภคเลือกซื้ออุปกรณ์โดยไม่ต้องรับหัวชาร์จใหม่ทุกครั้ง จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรวมได้ราว 250 ล้านยูโรต่อปี หรือประมาณ 8,125 ล้านบาท

นอกจากข้อกำหนดด้านพอร์ตชาร์จแล้ว กฎใหม่ยังบังคับให้ผู้ผลิตต้องแสดงข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจนว่า สินค้ามีหัวชาร์จรวมมาให้หรือไม่ รวมถึงต้องระบุกำลังไฟขั้นต่ำและสูงสุดที่เหมาะสมสำหรับการชาร์จ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้ออะแดปเตอร์ที่รองรับได้ถูกต้อง ลดปัญหาการซื้ออุปกรณ์เสริมผิดสเปก และลดการพึ่งพาหัวชาร์จเฉพาะแบรนด์ที่มีราคาสูงกว่า

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังสะท้อนแรงกดดันเชิงนโยบายที่ EU ส่งตรงไปยังผู้ผลิตเทคโนโลยีระดับโลก เพราะด้วยขนาดตลาดยุโรปที่มีผู้บริโภคหลายร้อยล้านคน ผู้ผลิตจำนวนมากมีแนวโน้มต้องปรับสายการผลิตให้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก แทนการแยกผลิตรุ่นเฉพาะสำหรับยุโรป ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ USB-C อาจกลายเป็นมาตรฐานหลักของแล็ปท็อประดับสากลเร็วยิ่งขึ้นในช่วงหลังจากนี้

ในภาคธุรกิจและองค์กร การใช้หัวชาร์จมาตรฐานกลางยังช่วยลดภาระการจัดซื้ออุปกรณ์เสริม โดยหน่วยงานที่ต้องจัดหาแล็ปท็อปจำนวนมาก เช่น บริษัท โรงเรียน หรือหน่วยงานรัฐ จะสามารถลดจำนวนอะแดปเตอร์สำรองที่ต้องซื้อแยกได้ หากมีระบบหัวชาร์จ USB-C กลางใช้งานอยู่แล้ว ช่วยลดทั้งต้นทุนและปริมาณอุปกรณ์คงคลังที่ซ้ำซ้อน

แม้กฎนี้จะยังไม่บังคับให้แล็ปท็อปเก่าที่วางขายหรือที่ผู้บริโภคถือครองอยู่ต้องเปลี่ยนตามทันที แต่ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอียูในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนและมาตรฐานเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยจากนี้ผู้บริโภคยุโรปที่ซื้อแล็ปท็อปใหม่จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดคือ “หนึ่งสายชาร์จ ใช้ได้กับเกือบทุกอุปกรณ์พกพา” ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก

เรียบเรียงจาก  Eutoday  European Commission