thansettakij
thansettakij
"ชโยทิต" หนุนรัฐบาลเศรษฐา ลดราคาพลังงาน วอนอย่าด้อยค่าประเทศ

"ชโยทิต" หนุนรัฐบาลเศรษฐา ลดราคาพลังงาน วอนอย่าด้อยค่าประเทศ

11 ก.ย. 66 | 09:38 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ย. 66 | 09:51 น.

ม.ล.ชโยทิต กฤดากร พรรครวมไทยสร้างชาติ หนุนรัฐบาลเศรษฐา ทำนโยบายลดราคาพลังงาน แต่ฝากให้ทำอย่างระวังอย่ากระทบวินัยการเงินการคลัง ช่วยให้ตรงจุด ลุยอุตสาหกรรมเป้าหมาย วอนทุกคนอย่าด้อยค่าประเทศ

วันนี้ (11 กันยายน 2566) ที่รัฐสภา ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรครวมไทยสร้างชาติ ขึ้นอภิปรายนโยบายรัฐบาลในช่วงของการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยระบุว่า

กรณีที่รัฐบาลมีนโยบายลดราคาพลังงานโดยทันที เห็นว่า เป็นนโยบายที่จำเป็นในเรื่องของการลดค่าครองชีพ แต่ขอฝากให้รัฐบาลอยากให้ระวังว่า การดำเนินนโยบายต้องอย่าให้กระทบกับภาระต่องบประมาณ หรือกระทบกับวินัยการเงินการคลังให้น้อยที่สุด 

“ถ้าเกิดต้นทุนค่าก๊าซ น้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงหรือการผลิตจากแหล่งภายในประเทศมีมากขึ้น ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้า หรือรัฐบาลเก็บรายได้มากขึ้น ก็สามารถพิจารณาลดอัตราภาษีสรรพสามิตได้ ซึ่งเวลานี้เชื่อว่ามีอยู่ประมาณ 6 บาทต่อลิตร” ม.ล.ชโยทิต กล่าว

ม.ล.ชโยทิต กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ สนับสนุนนโยบายการลดราคาพลังงานเพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่อยากให้ยึดมั่นตามคำขวัญของเราว่า หาเงินได้ใช้เงินเป็น และพิจารณาช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางเหมือนที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ เช่น ช่วยค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้มสำหรับเกษตรกร หรือผู้ที่มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการ หรือการช่วยเหลือผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย ซึ่งมีจำนวนกว่า 80% ของครัวเรือนทั่วประเทศ

 

"ชโยทิต" หนุนรัฐบาลเศรษฐา ลดราคาพลังงาน วอนอย่าด้อยค่าประเทศ

ขณะเดียวกันยังเห็นด้วยกับการส่งเสริมเรื่องของพลังงานสะอาด เพราะเป็นแกนสำคัญในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การมีอุตสาหกรรมใหม่ และการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งการไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดนั้น รัฐบาลที่แล้ว มีการประกาศให้กับชาวโลกได้เห็นแล้วว่า ประเทศไทยจะมุ่งไปสู่เป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ.2050 

ทั้งนี้ตามเป้าหมาย ประเทศไทยกำหนดการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 30% ในปี ค.ศ. 2030 และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในปี ค.ศ. 2040-2050 เป็นสัดส่วน 50% และใช้ก๊าซธรรมชาติ 50% ซึ่งจะมีผลดีต่อการควบคุมต้นทุนได้ 

โดยล็อตแรกที่จะลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 30% นั้น จะต้องมีพลังงานสะอาดเข้ามาในระบบ 1 หมื่นเมกกะวัตต์ ขณะนี้ได้เริ่มการประมูลไปแล้วตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และพบว่าราคาของพลังงานสะอาดที่ประมูลเข้ามาอยู่ที่ 2.18 บาทเท่านั้น ซึ่งจะถูกกว่าราคาของการผลิตไฟฟ้าที่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

อีกทั้งประเทศไทยยังมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในทะเล เช่น ในกระเปาะของก๊าซธรรมชาติ หรือหลุมโพรงน้ำเค็มที่อยู่ในอ่าวไทย ซึ่งตอนนี้ได้ค้นพบแล้ว โดยเฉพาะโพรงน้ำเค็มที่อยู่ใกล้จังหวัดระยองเป็นพื้นน้ำตื่น ซึ่งสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 1 หมื่นล้านตัน และสามารถกักเก็บได้เป็น 10 ปี อีกทั้งยังมีโพรงกักเก็บคาร์บอนบนบกได้ ใกล้ ๆ กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง 

“อยากจะฝากว่าการแก้ไขเรื่องของไฟฟ้าแพง หรือเรื่องของการมีกำลังการผลิตมากเกินไป อยากจะขอให้รัฐบาลใหม่ช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องให้กับประชาชน เพราะมีการหยิบยกขึ้นมาพูด และอาจจะเข้าใจไปในทางผิด หรืออาจมีการหวังผลประโยชน์ทางด้านการเมือง” ม.ล.ชโยทิต ระบุ

 

ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรครวมไทยสร้างชาติ

ต่อมาในเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล เรื่องนี้ถ้าประเทศไทยไม่มีแผนแม่บท หรือนโยบายที่ชัดเจน ก็ไม่จูงใจต่างประเทศเข้ามาลงทุน ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลก่อนได้ผลักดันเรื่องของ EV จนประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากค่ายรถยนต์ค่ายเดิม และยังมีทัพรถยนต์ EV ของจีนเข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้น ยังเตรียมขยายไปสู่การผลิตอุตสาหกรรมกลางน้ำ และต้นน้ำ ทั้งไมโครชิป และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ป้อนอุตสาหกรรม EV ด้วย ล่าสุดตัวเลขการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า มีสัดส่วนการลงทุนต่างชาติในไทยเพิ่ม 70% จากปีก่อน และคาดว่าในปี 2566 จะมีเงินลงทุนสูงถึง 7 แสนล้านบาท

ส่วนในการส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ ก็ต้องการให้สนับสนุนการจัดทำระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในแต่ละภาคที่มีความแตกต่างกัน

 

ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรครวมไทยสร้างชาติ

 

ม.ล.ชโยทิต กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลที่แล้วได้ทำมาแล้ว และทำอยู่ และควรทำต่อในรัฐบาลนี้ ในฐานะที่เคยเป็นผู้แทนการค้าไทยในรัฐบาลที่แล้ว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจในอาเซียนอย่างยั่งยืนถาวร 

ทั้งนี้เรื่องของเศรษฐกิจนั้นถ้าจะดูเศรษฐกิจในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 70% และพึ่งพาต่างประเทศทั้งสิ้น โดยวันนี้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ของโลกทำให้ประเทศไทยมีโอกาส ในการรองรับการย้ายฐานการลงทุนของต่างชาติมาที่ประเทศไทย โดยเฉพาะการย้ายฐานการลงทุนจากประเทศจีนมาไทย

“มาถึงวันนี้คงต้องบอกว่าเรามีทุกอย่างดีหมด ขอให้เราทำในทุกอย่างที่เราได้วางแผนไว้ ต่างชาติก็ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจและได้มาลงทุนเหมือนที่เราเห็นเป้นกอบเป็นกำ โดยขอวิงวอนให้ทุกคนเลิกด้อยค่าประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีดีหลายอย่าง โดยเฉพาะในโลกสมัยใหม่ที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่วันนี้ เรามีบทบาทและมีพื้นที่ชัดเจน ถ้าเราทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ เราจะมีเอกภาพ และมีความสำเร็จของประเทศ ขอให้เลิกทะเลาะให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้” ม.ล.ชโยทิต กล่าวทิ้งท้าย