

KEY
POINTS
นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดมุมมองในงานสัมนา THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS : ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน ที่จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ว่า ในปัจจุบันการขยายตัวของกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงโดยเฉพาะกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) และกลุ่มอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณที่สูงกว่าอดีตประมาณ 12 ถึง 16 เท่า
โดยความต้องการดังกล่าวไม่ได้จำกัดเพียงแค่ปริมาณ แต่ยังครอบคลุมถึงความต้องการความมั่นคงทางพลังงานในระดับสูงมาก ซึ่งกลุ่ม Data Center จำเป็นต้องมีแหล่งที่มาของไฟฟ้าที่มีความเสถียรจากผู้ให้บริการมากกว่าหนึ่งรายเพื่อให้มั่นใจในการดำเนินงาน ในขณะเดียวกันผู้ลงทุนในกลุ่มนี้เริ่มให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสัดส่วนของพลังงานสะอาดหรือไฟฟ้าสีเขียวว่าภาครัฐจะสามารถจัดหาให้ได้ในปริมาณที่ต้องการหรือไม่
ประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดในปัจจุบัน คือ ข้อจำกัดทางด้านเทคนิคและระเบียบปฏิบัติที่ทำให้การส่งจ่ายไฟฟ้าสะอาดไม่สามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูงมาก แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถขยายผลการใช้งานได้อย่างเต็มที่นัก
หลักๆ เนื่องมาจากติดขัดเรื่องกฎระเบียบที่ยังไม่อนุญาตให้มีการส่งไฟฟ้าสะอาดข้ามพื้นที่จากโรงงานหนึ่งไปยังอีกโรงงานหนึ่งได้โดยอิสระ ทั้งที่การปลดล็อกข้อจำกัดนี้จะช่วยให้เกิดการใช้ไฟฟ้าสีเขียวในราคาที่ถูกลงและเป็นการช่วยลดปัญหาด้านต้นทุนพลังงานให้กับผู้ประกอบการได้ทันที
ทั้งนี้ แม้ที่ผ่านมาจะมีการหารือเรื่องโครงการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ภายใต้โครงการทดสอบนวัตกรรม (Sandboxed) มานานกว่า 2 ถึง 3 ปี แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถดำเนินการซื้อขายจริงได้
ส่วนข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหานั้น มองว่าควรพุ่งเป้าไปที่การปลดล็อกระเบียบเพื่อให้สามารถนำพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบได้รวดเร็วกว่าการรอสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นทางออกที่ดำเนินการได้ง่ายหรือเป็นกลุ่ม Low Hanging Fruit ที่ควรเร่งทำเนื่องจากราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น หากราคาไฟฟ้าสีเขียวถูกกำหนดไว้สูงเกินไป เช่น ในระดับ 5 ถึง 7 บาทต่อหน่วย จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เนื่องจากนักลงทุนจะพิจารณาความคุ้มค่าของต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยหลัก
ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องพิจารณาสมดุลระหว่างราคาพลังงานกับโอกาสในการสูญเสียเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่สะอาดขึ้นในอนาคต มีการพูดถึงเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การผสมไฮโดรเจนในสัดส่วนร้อยละ 5 หรือการใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) แต่ในมุมมองภาคอุตสาหกรรมมองว่าการผสมไฮโดรเจนในระดับดังกล่าวยังไม่สามารถถือว่าเป็นพลังงานสะอาดแบบร้อยละ 100 ได้
ในส่วนของโครงสร้างราคาค่าผ่านทางไฟฟ้า (Wheeling Charge) มีการระบุถึงตัวเลขที่ประมาณ 1.60 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราที่ครอบคลุมทั้งค่าบริการสายส่งและการบริหารจัดการความผันผวนของไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งอัตรานี้ถูกมองว่าเป็นระดับที่ยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ และระบบไฟฟ้าสีเขียวที่เกิดขึ้นควรเป็นระบบที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถยอมรับได้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระบบพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง
สำหรับแผนการลงทุนในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR : Small Modular Reactor) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 10 ถึง 15 ปีข้างหน้านั้น อาจจะเป็นกรอบเวลาที่ช้าเกินไปสำหรับความต้องการในปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การวางแผนการเปลี่ยนผ่านในแต่ละเฟสให้ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อมสามารถเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้
พร้อมกันนี้ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบรรจุโรงไฟฟ้า SMR เข้าไว้ในแผนพลังงานของประเทศ แม้ในปัจจุบันจะยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นเรื่องต้นทุนการผลิตที่ดูเหมือนจะอยู่ในระดับสูง แต่หากพิจารณาถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานและการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จะพบว่าต้นทุนของ SMR มีแนวโน้มที่จะลดลงในลักษณะเดียวกับเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ในอดีต
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ไทยไม่อาจหลีกเลี่ยง SMR ได้คือ ข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการสร้างโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าสีเขียว เนื่องจากพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศมีอยู่อย่างจำกัด การเตรียมความพร้อมสำหรับ SMR ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาระบบความปลอดภัยไปมากแล้ว
แต่สิ่งที่ภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการคือการเตรียมความพร้อมของภาคประชาชนและการทำความเข้าใจกับชุมชนในพื้นที่ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมเองก็ต้องปรับตัวและทำความเข้าใจต่อเทคโนโลยีนี้เช่นกัน เนื่องจากโครงการลักษณะนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการเตรียมการและก่อสร้างยาวนานถึง 10-15 ปี
ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการใช้งานจริงในอนาคต รัฐบาลจำเป็นต้องมีความชัดเจนในเชิงนโยบายและการลงทุนตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถส่งมอบโครงการได้ทันตามกรอบเวลาที่คาดการณ์ไว้
นอกเหนือจากการผลักดันเทคโนโลยีใหม่แล้ว อุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือการเปิดเสรีสายส่งไฟฟ้า หรือ Third Party Access (TPA) ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพพลังงานสีเขียวที่ซ่อนอยู่ในระบบ ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์แต่สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองได้เพียงบางส่วนตามโหลดการใช้งานจริง
ทำให้มีพื้นที่หลังคาหรือพื้นที่ว่างที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าเหลือทิ้งอยู่เป็นจำนวนมาก โดยหากว่ามีการเปิดเสรีสายส่งจะช่วยให้เกิดการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าระหว่างกันได้ ซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานที่เคยถูกทิ้งให้กลับมาสร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ
ในการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพเมื่อมีการเปิดเสรี จำเป็นต้องมีการนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และระบบโรงไฟฟ้าเสมือน หรือ Virtual Power Plant (VPP) เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการการจ่ายไฟฟ้าและตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response)
เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ระบบสามารถปรับสมดุลได้ในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนเกิดความผันผวน เสมือนมีโรงไฟฟ้าที่คอยประคองระบบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องดำเนินการ หากต้องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ของประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง