thansettakij
thansettakij
WHAUP ชี้ Data Center ใช้ไฟ-น้ำ พุ่ง 16 เท่า เร่งปลดล็อกไฟฟ้าสีเขียวก่อนไทยเสียโอกาส FDI

WHAUP ชี้ Data Center ใช้ไฟ-น้ำ พุ่ง 16 เท่า เร่งปลดล็อกไฟฟ้าสีเขียวก่อนไทยเสียโอกาส FDI

18 พ.ค. 69 | 05:55 น.
อัปเดตล่าสุด :18 พ.ค. 69 | 05:55 น.

WHAUP ชี้ไทยกำลังเผชิญโจทย์พลังงานครั้งใหญ่ หลังกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ใช้ไฟฟ้า-น้ำสูงกว่าเดิมถึง 16 เท่า พร้อมเตือนหากรัฐไม่เร่งปลดล็อกกฎระเบียบไฟฟ้าสีเขียว อาจเสียโอกาสดึงดูดการลงทุนต่างชาติในอนาคต

KEY

POINTS

  • กลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงมีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำเพิ่มขึ้นถึง 16 เท่า และต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพสูง
  • ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่ยังไม่เปิดเสรีสายส่งไฟฟ้า (Third Party Access) เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • หากไทยไม่สามารถจัดหาไฟฟ้าสีเขียวในราคาที่แข่งขันได้ อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และทำให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดมุมมองในงานสัมนา THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS : ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน ที่จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ว่า ในปัจจุบันการขยายตัวของกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงโดยเฉพาะกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) และกลุ่มอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณที่สูงกว่าอดีตประมาณ 12 ถึง 16 เท่า

โดยความต้องการดังกล่าวไม่ได้จำกัดเพียงแค่ปริมาณ แต่ยังครอบคลุมถึงความต้องการความมั่นคงทางพลังงานในระดับสูงมาก ซึ่งกลุ่ม Data Center จำเป็นต้องมีแหล่งที่มาของไฟฟ้าที่มีความเสถียรจากผู้ให้บริการมากกว่าหนึ่งรายเพื่อให้มั่นใจในการดำเนินงาน ในขณะเดียวกันผู้ลงทุนในกลุ่มนี้เริ่มให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสัดส่วนของพลังงานสะอาดหรือไฟฟ้าสีเขียวว่าภาครัฐจะสามารถจัดหาให้ได้ในปริมาณที่ต้องการหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดในปัจจุบัน คือ ข้อจำกัดทางด้านเทคนิคและระเบียบปฏิบัติที่ทำให้การส่งจ่ายไฟฟ้าสะอาดไม่สามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูงมาก แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถขยายผลการใช้งานได้อย่างเต็มที่นัก

หลักๆ เนื่องมาจากติดขัดเรื่องกฎระเบียบที่ยังไม่อนุญาตให้มีการส่งไฟฟ้าสะอาดข้ามพื้นที่จากโรงงานหนึ่งไปยังอีกโรงงานหนึ่งได้โดยอิสระ ทั้งที่การปลดล็อกข้อจำกัดนี้จะช่วยให้เกิดการใช้ไฟฟ้าสีเขียวในราคาที่ถูกลงและเป็นการช่วยลดปัญหาด้านต้นทุนพลังงานให้กับผู้ประกอบการได้ทันที

ทั้งนี้ แม้ที่ผ่านมาจะมีการหารือเรื่องโครงการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ภายใต้โครงการทดสอบนวัตกรรม (Sandboxed) มานานกว่า 2 ถึง 3 ปี แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถดำเนินการซื้อขายจริงได้

ส่วนข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหานั้น มองว่าควรพุ่งเป้าไปที่การปลดล็อกระเบียบเพื่อให้สามารถนำพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบได้รวดเร็วกว่าการรอสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นทางออกที่ดำเนินการได้ง่ายหรือเป็นกลุ่ม Low Hanging Fruit ที่ควรเร่งทำเนื่องจากราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น หากราคาไฟฟ้าสีเขียวถูกกำหนดไว้สูงเกินไป เช่น ในระดับ 5 ถึง 7 บาทต่อหน่วย จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เนื่องจากนักลงทุนจะพิจารณาความคุ้มค่าของต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยหลัก

อัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ชี้ไทยกำลังเผชิญโจทย์พลังงานครั้งใหญ่ หลังกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ใช้ไฟฟ้า-น้ำสูงกว่าเดิมถึง 16 เท่า พร้อมเตือนหากรัฐไม่เร่งปลดล็อกกฎระเบียบไฟฟ้าสีเขียว อาจเสียโอกาสดึงดูดการลงทุนต่างชาติ

ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องพิจารณาสมดุลระหว่างราคาพลังงานกับโอกาสในการสูญเสียเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่สะอาดขึ้นในอนาคต มีการพูดถึงเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การผสมไฮโดรเจนในสัดส่วนร้อยละ 5 หรือการใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) แต่ในมุมมองภาคอุตสาหกรรมมองว่าการผสมไฮโดรเจนในระดับดังกล่าวยังไม่สามารถถือว่าเป็นพลังงานสะอาดแบบร้อยละ 100 ได้

ในส่วนของโครงสร้างราคาค่าผ่านทางไฟฟ้า (Wheeling Charge) มีการระบุถึงตัวเลขที่ประมาณ 1.60 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราที่ครอบคลุมทั้งค่าบริการสายส่งและการบริหารจัดการความผันผวนของไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งอัตรานี้ถูกมองว่าเป็นระดับที่ยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ และระบบไฟฟ้าสีเขียวที่เกิดขึ้นควรเป็นระบบที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถยอมรับได้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระบบพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง

ปลดล็อก SMR

สำหรับแผนการลงทุนในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR : Small Modular Reactor) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 10 ถึง 15 ปีข้างหน้านั้น อาจจะเป็นกรอบเวลาที่ช้าเกินไปสำหรับความต้องการในปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การวางแผนการเปลี่ยนผ่านในแต่ละเฟสให้ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อมสามารถเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้

พร้อมกันนี้ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบรรจุโรงไฟฟ้า SMR เข้าไว้ในแผนพลังงานของประเทศ แม้ในปัจจุบันจะยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นเรื่องต้นทุนการผลิตที่ดูเหมือนจะอยู่ในระดับสูง แต่หากพิจารณาถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานและการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จะพบว่าต้นทุนของ SMR มีแนวโน้มที่จะลดลงในลักษณะเดียวกับเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ในอดีต

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ไทยไม่อาจหลีกเลี่ยง SMR ได้คือ ข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการสร้างโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าสีเขียว เนื่องจากพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศมีอยู่อย่างจำกัด การเตรียมความพร้อมสำหรับ SMR ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาระบบความปลอดภัยไปมากแล้ว

แต่สิ่งที่ภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการคือการเตรียมความพร้อมของภาคประชาชนและการทำความเข้าใจกับชุมชนในพื้นที่ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมเองก็ต้องปรับตัวและทำความเข้าใจต่อเทคโนโลยีนี้เช่นกัน เนื่องจากโครงการลักษณะนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการเตรียมการและก่อสร้างยาวนานถึง 10-15 ปี

ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการใช้งานจริงในอนาคต รัฐบาลจำเป็นต้องมีความชัดเจนในเชิงนโยบายและการลงทุนตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถส่งมอบโครงการได้ทันตามกรอบเวลาที่คาดการณ์ไว้

เร่งแก้ เปิดเสรีสายส่งไฟฟ้า

นอกเหนือจากการผลักดันเทคโนโลยีใหม่แล้ว อุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือการเปิดเสรีสายส่งไฟฟ้า หรือ Third Party Access (TPA) ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพพลังงานสีเขียวที่ซ่อนอยู่ในระบบ ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์แต่สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองได้เพียงบางส่วนตามโหลดการใช้งานจริง

ทำให้มีพื้นที่หลังคาหรือพื้นที่ว่างที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าเหลือทิ้งอยู่เป็นจำนวนมาก โดยหากว่ามีการเปิดเสรีสายส่งจะช่วยให้เกิดการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าระหว่างกันได้ ซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานที่เคยถูกทิ้งให้กลับมาสร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ

ในการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพเมื่อมีการเปิดเสรี จำเป็นต้องมีการนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และระบบโรงไฟฟ้าเสมือน หรือ Virtual Power Plant (VPP) เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการการจ่ายไฟฟ้าและตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response)

เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ระบบสามารถปรับสมดุลได้ในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนเกิดความผันผวน เสมือนมีโรงไฟฟ้าที่คอยประคองระบบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องดำเนินการ หากต้องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ของประเทศ