

KEY
POINTS
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. Climate Change จะกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของภาคธุรกิจไทย หลังรัฐบาลเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากระบบสมัครใจ สู่กลไกภาคบังคับอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.ฯ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 โดยกฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมทั้งระบบรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดราคาคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ตลอดจนกลไกสนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิต
Krungthai COMPASS ระบุว่า หากกระบวนการกฎหมายเป็นไปตามแผน พ.ร.บ. Climate Change อาจประกาศใช้ได้ภายในปี 2570 ก่อนเริ่มบังคับใช้มาตรการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอนในปี 2571 ขณะที่ระบบ ETS มีแนวโน้มเริ่มใช้ในปี 2573
รายงานระบุว่า ต้นทุนสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
สำหรับต้นทุนด้านการรายงานข้อมูล ธุรกิจที่ยังไม่มีระบบบริหารจัดการข้อมูลด้านคาร์บอนอาจมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นราว 300,000-400,000 บาทต่อองค์กรในปีแรก รวมถึงค่าทวนสอบข้อมูลจากหน่วยงานภายนอกอีกประมาณ 100,000 บาทต่อครั้ง
ขณะที่ภาษีคาร์บอน มีแนวโน้มเริ่มจัดเก็บที่ระดับประมาณ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) โดยจะกระทบธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูง เช่น ภาคขนส่ง ซึ่ง Krungthai COMPASS ประเมินว่า ต้นทุนธุรกิจขนส่งทางถนนอาจเพิ่มขึ้น 0.8-6% และกดดันอัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนระบบ ETS จะมุ่งใช้กับอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซสูง เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมหนัก โดยต้นทุนจะขึ้นอยู่กับปริมาณการปล่อยจริงและราคาคาร์บอนในตลาด ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว
Krungthai COMPASS มองว่า แม้ SME จำนวนมากอาจยังไม่อยู่ในข่ายบังคับโดยตรง แต่จะได้รับแรงกดดันจากคู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน และการวางแผนลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดที่มีระยะเวลาคืนทุนสั้น
นอกจากแรงกดดันด้านต้นทุน กฎหมายฉบับนี้ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งคาดว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นมากจากทั้งระบบ ETS และเป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจ
Krungthai COMPASS ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองเฉลี่ยเพียง 3.6 ล้านตันคาร์บอนต่อปี ขณะที่ความต้องการในอนาคตมีแนวโน้มสูงกว่านั้นมาก สะท้อนโอกาสการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
ดังนั้น พ.ร.บ. Climate Change จะเป็นทั้ง “แรงกดดัน” และ “โอกาส” สำหรับภาคธุรกิจไทย โดยผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบทั้งในด้านต้นทุน การเข้าถึงตลาดใหม่ และความสามารถในการแข่งขันภายใต้เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก
บทความโดย ภวิกา กล้าหาญ , ณัฏฐณิชา ศรีเกิดครืน ศูนย์วิจัย Krungthai Compass
ข่าวที่เกี่ยวข้อง