thansettakij
thansettakij
Krungthai COMPASS ชี้ธุรกิจไทยรับต้นทุนคาร์บอนใหม่ ‘ภาษี-ETS’ เริ่มปี 2571

Krungthai COMPASS ชี้ธุรกิจไทยรับต้นทุนคาร์บอนใหม่ ‘ภาษี-ETS’ เริ่มปี 2571

16 พ.ค. 69 | 06:09 น.
อัปเดตล่าสุด :16 พ.ค. 69 | 06:09 น.

Krungthai COMPASS ชี้พ.ร.บ. Climate Change จะเปลี่ยนเกมธุรกิจไทย จากระบบสมัครใจสู่ “ภาคบังคับ” เตรียมเจอต้นทุนใหม่จากภาษีคาร์บอนและ ETS เริ่มปี 2571 เปิดโอกาสลงทุนตลาดคาร์บอนเครดิต

KEY

POINTS

  • Krungthai COMPASS คาดว่า พ.ร.บ. Climate Change จะเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีคาร์บอนและระบบรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2571
  • ภาคธุรกิจจะเผชิญต้นทุนใหม่จากภาษีคาร์บอนที่คาดว่าจะเริ่มเก็บที่ 200 บาทต่อตัน และต้นทุนจากระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ที่จะเริ่มในปี 2573
  • มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซสูง เช่น ขนส่งและพลังงาน ขณะที่ SME จะได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทาน
  • กฎหมายใหม่ยังสร้างโอกาสให้ตลาดคาร์บอนเครดิตเติบโต เนื่องจากความต้องการมีแนวโน้มสูงขึ้นจากทั้งระบบ ETS และเป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจ

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. Climate Change จะกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของภาคธุรกิจไทย หลังรัฐบาลเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากระบบสมัครใจ สู่กลไกภาคบังคับอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.ฯ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 โดยกฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมทั้งระบบรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดราคาคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ตลอดจนกลไกสนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิต 

ไทม์ไลน์เบื้องต้นของการบังคับใช้ พ.ร.บ. Climate Change

Krungthai COMPASS ระบุว่า หากกระบวนการกฎหมายเป็นไปตามแผน พ.ร.บ. Climate Change อาจประกาศใช้ได้ภายในปี 2570 ก่อนเริ่มบังคับใช้มาตรการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอนในปี 2571 ขณะที่ระบบ ETS มีแนวโน้มเริ่มใช้ในปี 2573

ธุรกิจเจอต้นทุนใหม่ “คาร์บอน”

รายงานระบุว่า ต้นทุนสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

  • ต้นทุนการจัดทำรายงานและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ต้นทุนคาร์บอนจากภาษีคาร์บอนและระบบ ETS

สำหรับต้นทุนด้านการรายงานข้อมูล ธุรกิจที่ยังไม่มีระบบบริหารจัดการข้อมูลด้านคาร์บอนอาจมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นราว 300,000-400,000 บาทต่อองค์กรในปีแรก รวมถึงค่าทวนสอบข้อมูลจากหน่วยงานภายนอกอีกประมาณ 100,000 บาทต่อครั้ง

ขณะที่ภาษีคาร์บอน มีแนวโน้มเริ่มจัดเก็บที่ระดับประมาณ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) โดยจะกระทบธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูง เช่น ภาคขนส่ง ซึ่ง Krungthai COMPASS ประเมินว่า ต้นทุนธุรกิจขนส่งทางถนนอาจเพิ่มขึ้น 0.8-6% และกดดันอัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การบังคับใช้ ETS และภาษีคาร์บอน ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่นโลก

ส่วนระบบ ETS จะมุ่งใช้กับอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซสูง เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมหนัก โดยต้นทุนจะขึ้นอยู่กับปริมาณการปล่อยจริงและราคาคาร์บอนในตลาด ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว

SME แม้ไม่ถูกบังคับตรง แต่เลี่ยงผลกระทบไม่ได้

Krungthai COMPASS มองว่า แม้ SME จำนวนมากอาจยังไม่อยู่ในข่ายบังคับโดยตรง แต่จะได้รับแรงกดดันจากคู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน และการวางแผนลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดที่มีระยะเวลาคืนทุนสั้น

เปิดโอกาสใหม่ “ตลาดคาร์บอนเครดิต”

นอกจากแรงกดดันด้านต้นทุน กฎหมายฉบับนี้ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งคาดว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นมากจากทั้งระบบ ETS และเป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจ

Krungthai COMPASS ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองเฉลี่ยเพียง 3.6 ล้านตันคาร์บอนต่อปี ขณะที่ความต้องการในอนาคตมีแนวโน้มสูงกว่านั้นมาก สะท้อนโอกาสการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

ดังนั้น พ.ร.บ. Climate Change จะเป็นทั้ง “แรงกดดัน” และ “โอกาส” สำหรับภาคธุรกิจไทย โดยผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบทั้งในด้านต้นทุน การเข้าถึงตลาดใหม่ และความสามารถในการแข่งขันภายใต้เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก

 

บทความโดย ภวิกา กล้าหาญ , ณัฏฐณิชา ศรีเกิดครืน  ศูนย์วิจัย Krungthai Compass