

KEY
POINTS
กระแส “สงกรานต์รักษ์โลก” (Green Songkran) กำลังถูกผลักดันอย่างจริงจังในประเทศไทย ท่ามกลางแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน เริ่มปรับรูปแบบการจัดเทศกาลปีใหม่ไทยให้สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน (Sustainability) มากขึ้น
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้น้ำ ลดปริมาณขยะ และลดมลพิษจากกิจกรรมเล่นน้ำรูปแบบเดิม พร้อมยกระดับเทศกาลสงกรานต์จาก “Water Fight” ไปสู่ “Sustainable Cultural Festival” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาว
แม้สงกรานต์จะเป็นหนึ่งในเทศกาลที่สร้างรายได้หลักให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แต่รูปแบบการเล่นน้ำสมัยใหม่กลับก่อให้เกิดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุนเมืองอย่างมีนัยสำคัญ
ที่ผ่านมาในช่วงเทศกาล 3–5 วัน พื้นที่ท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต มีปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติหลายเท่าตัว โดยเฉพาะจากพฤติกรรมการเปิดสายยางต่อเนื่องและการใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ส่งผลให้ระบบผลิตและจ่ายน้ำประปาต้องรองรับภาระเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่หลายพื้นที่ของประเทศยังอยู่ในฤดูแล้ง
ขณะเดียวกัน ปริมาณขยะในพื้นที่จัดงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะขยะพลาสติกจากถุงน้ำ ขวดน้ำดื่ม และอุปกรณ์เล่นน้ำราคาถูกที่ถูกใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ทำให้เกิดภาระต่อระบบจัดเก็บและกำจัดขยะของเมือง รวมถึงความเสี่ยงที่ขยะจะหลุดลงท่อระบายน้ำและไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
นอกจากนี้ การใช้แป้งและโฟมในกิจกรรมเล่นน้ำยังเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยสารเคมีจากโฟมและส่วนผสมในแป้งสามารถก่อให้เกิดน้ำเสียและการอุดตันของระบบระบายน้ำ ส่งผลให้หน่วยงานท้องถิ่นต้องใช้งบประมาณและกำลังคนจำนวนมากในการทำความสะอาดหลังจบเทศกาล
ต้นทุนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ยังมาพร้อม “ต้นทุนแฝง” ที่ไม่ได้ถูกคำนวณอย่างชัดเจนในระบบเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมาเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว หลายพื้นที่เริ่มนำแนวคิด “สงกรานต์รักษ์โลก” มาปรับใช้ในการจัดงาน โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรและเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมเทศกาล
มาตรการสำคัญที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่ การจัดตั้งจุดเติมน้ำ (Refill Station) เพื่อลดการใช้น้ำแบบเปิดทิ้ง การรณรงค์และออกข้อกำหนดให้งดใช้แป้งและโฟมในพื้นที่จัดงาน การส่งเสริมการใช้อุปกรณ์เล่นน้ำที่สามารถใช้ซ้ำได้ และการจัดโซนพื้นที่เล่นน้ำเพื่อควบคุมปริมาณการใช้น้ำ
พื้นที่ท่องเที่ยวหลัก เช่น เชียงใหม่ กรุงเทพฯ (ถนนข้าวสารและสีลม) และภูเก็ต เริ่มเห็นการบูรณาการแนวคิดดังกล่าวเข้ากับการจัดงานจริง โดยพยายามสร้างสมดุลระหว่างความสนุกของเทศกาลและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การเปลี่ยนผ่านสู่ “สงกรานต์รักษ์โลก” ยังส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของเทศกาล โดยก่อให้เกิดตลาดสินค้าและบริการใหม่ที่ตอบโจทย์แนวคิดความยั่งยืน
ผู้ประกอบการเริ่มพัฒนาสินค้า เช่น ปืนฉีดน้ำคุณภาพสูงที่สามารถใช้ซ้ำได้เพื่อลดของเสีย รวมถึงบริการใหม่อย่างจุดเติมน้ำและแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เน้นกิจกรรมวัฒนธรรมและชุมชน
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปและนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) มากขึ้น
ในขณะเดียวกัน แบรนด์และภาคธุรกิจยังใช้เทศกาลสงกรานต์เป็นช่องทางในการสื่อสารด้าน ESG ผ่านกิจกรรมและแคมเปญที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แนวทางการเล่นน้ำในช่วง “สงกรานต์รักษ์โลก”
สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่าย โดยเริ่มจากการลดการใช้อุปกรณ์ที่สิ้นเปลืองน้ำ เช่น ปืนฉีดน้ำหรือขวดพลาสติก แล้วหันมาใช้ขันน้ำแทน ซึ่งช่วยควบคุมปริมาณน้ำได้ดีกว่า และยังลดความแรงของการสาดน้ำ ทำให้ผู้ที่ถูกสาดไม่รู้สึกไม่สบายใจ
การสาดน้ำควรทำอย่างเบา ๆ และสุภาพ อาจใช้ขันตักน้ำแล้วริน หรือใช้มือหยิบน้ำโปรยใส่กัน พร้อมรอยยิ้ม ก็สามารถสร้างบรรยากาศความสนุกได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมากเกินไป
อีกแนวทางหนึ่งคือการสาดน้ำบริเวณใกล้ต้นไม้ เพื่อให้น้ำที่กระเซ็นไปช่วยรดต้นไม้ไปในตัว เป็นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและไม่สูญเปล่า
สำหรับครอบครัวที่มีเด็ก สามารถจัดสระน้ำขนาดเล็กให้เด็กลงเล่นได้ โดยใช้น้ำในสระนั้นเล่นสาดกันอย่างจำกัด และเมื่อน้ำเหลือยังสามารถนำไปรดต้นไม้หรือใช้ทำความสะอาดบ้านต่อได้ ช่วยลดการใช้น้ำใหม่โดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ ควรเล่นน้ำอย่างรู้จักพอดี หากผู้เล่นเปียกมากแล้ว อาจลดการสาดลงเหลือเพียงเล็กน้อย หรือโปรยน้ำเบา ๆ แทน ส่วนผู้ที่ยังไม่เปียกก็สามารถสาดในปริมาณที่เหมาะสม วิธีนี้ช่วยลดการใช้น้ำโดยรวมได้อย่างมาก
ในด้านการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม ควรเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เช่น กล่องพลาสติก แทนการใช้ของใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพื่อลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นระหว่างกิจกรรม
ขณะเดียวกัน อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในช่วงสงกรานต์ เช่น สระน้ำเป่าลม ขันน้ำ ถังน้ำ หรือซองกันน้ำสำหรับใส่มือถือ ควรทำความสะอาดและเก็บรักษาไว้ใช้ในปีถัดไป แทนการทิ้งเป็นขยะพลาสติก ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนรูปแบบการเล่นน้ำในสไตล์ “สงกรานต์รักษ์โลก” ที่เน้นความพอดี ประหยัดน้ำ ลดขยะ และร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม โดยยังคงความสนุกและบรรยากาศของเทศกาลไว้ได้อย่างครบถ้วน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง