

KEY
POINTS
ในยุคที่ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ความเข้มงวดของมาตรฐานคาร์บอนโลกและเป้าหมาย Net Zero กำลังกลายเป็นกำแพงภาษีรูปแบบใหม่ที่กดดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะความจำเป็นในการเข้าถึงแหล่งพลังงานที่สะอาดและตรวจสอบได้จริง
นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวในงานสัมมนา ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า” ในหัวข้อ “พลังงานหมุนเวียนกับการขับเคลื่อนประเทศไทย” โดยสะท้อนให้เห็นว่า หากไทยยังไม่เร่งเครื่องการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและปรับโครงสร้างไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นเพียงพอ ไทยอาจสูญเสียฐานการผลิตสำคัญให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่เดินหน้านโยบายไฟฟ้าสีเขียวอย่างชัดเจนและรวดเร็วกว่า
ข้อมูลจาก Rystad Energy ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์พลังงานหมุนเวียนในระดับโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากการเปรียบเทียบสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในปี 2563 และคาดการณ์ในปี 2568 ภูมิภาคยุโรปขยับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 36% ขึ้นไปถึง 43% และอเมริกาใต้รักษาฐานที่แข็งแกร่งถึง 75% แต่ไทยกลับมีการขยับตัวที่ค่อนข้างช้า จาก 14% ในปี 2563 เป็นเพียง 17% ในปี 2568 แม้จะดูเหมือนมีการเติบโต แต่เมื่อเทียบกับระดับเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) ที่ขยับจาก 19% ไปเป็น 23% หรือจีนเองก็ก้าวกระโดดจาก 30% สู่ 39% สะท้อนถึงการพัฒนาเดินตามหลังเพื่อนบ้านและคู่แข่งในตลาดโลก
ดังนั้น ในการขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน นโยบายของรัฐบาลถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากนโยบายของรัฐไม่ชัดเจน พลังงานหมุนเวียนในประเทศก็จะหยุดนิ่ง เห็นได้จากบทเรียนของไทยที่เคยเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนจากการนำมาตรการ Adder มาใช้ตั้งแต่ปี 2554 สามารถดึงดูดการลงทุนโซลาร์เซลล์และพลังงานลมได้ดีในช่วงเริ่มต้น แต่หลังจากช่วงปี 2561-2563 เป็นต้นมา การเติบโตกลับเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม กลับเติบโตจากเดิมที่มีกำลังการผลิตโซลาร์เซลล์เพียง 5 เมกะวัตต์ในปี 2561 สามารถขยายกำลังการผลิตพุ่งสูงขึ้นเป็น 16,504 เมกะวัตต์ได้ในปี 2563
ขณะที่แรงกดดันจากเวทีการค้าโลกผ่านกฎระเบียบด้านคาร์บอน เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนขึ้น จะบีบให้ผู้ผลิตไทยต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้าของตนมีกระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
อีกทั้ง ปัจจุบันการพึ่งพาเพียงคาร์บอนเครดิตหรือใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs / I-RECs) อาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนอีกต่อไป เพราะมาตรฐานสากลเริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ไม่ยินยอมให้ใช้คาร์บอนเครดิตมาหักลบกลบหนี้ในการคำนวณภาษีคาร์บอนในบางรูปแบบ และเริ่มมองหาการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดที่เกิดขึ้นจริงตามเวลาการใช้งาน มากกว่าการใช้การชดเชย การใช้ไฟฟ้าสะอาดจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์บริษัท แต่กลายเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายในการรักษาฐานลูกค้าต่างประเทศ
ส่วนกรณีที่ถูกมองว่า มาตรการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนในอดีตอย่าง Adder หรือ FiT ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าสูงขึ้นนั้น ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า ค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ มีสัดส่วนในโครงสร้างค่าไฟเพียง 13-17 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.30% หรือไม่เกิน 4% ของค่าไฟฟ้าทั้งหมดที่เรียกเก็บจากประชาชนและภาคธุรกิจ ในขณะที่ต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าจะเป็นค่าเชื้อเพลิง ที่มีสัดส่วนสูงถึง 53.73% รวมถึงต้นทุนค่าความพร้อมจ่ายและระบบส่งและจำหน่าย
ทางออกของเรื่องนี้คือ การปฏิรูประบบการรับซื้อและโครงสร้างกิจการไฟฟ้า ให้ก้าวไปสู่ระบบตลาดเสรี หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการจัดการกับสัญญา Adder เดิมที่กำลังจะทยอยหมดอายุลง โดยปัจจุบันมีสัญญา Adder รวมทั้งจาก EGAT และ PEA ประมาณ 4,108 เมกะวัตต์ ซึ่งหมดสัญญาไปแล้ว 2,596 เมกะวัตต์และจะหมดสัญญาอีก 1,512 เมกะวัตต์ ภายในปี 2572-2574
นายนที เสนอว่ารัฐควรพิจารณาเปิดทางให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้ที่ยังมีศักยภาพในการผลิต สามารถรับซื้อไฟฟ้าต่อภายใต้สัญญาใหม่ในราคาที่ตํ่าลง เนื่องจากโรงไฟฟ้าเหล่านี้คุ้มทุนค่าก่อสร้างไปแล้ว) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของทั้งประเทศลงได้ หรือเปลี่ยนรูปแบบเป็นการเปิด Third Party Access (TPA) เพื่อเป็น Direct PPA ให้กับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟสีเขียว จะช่วยตอบโจทย์บริษัทข้ามชาติและอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ไปลดต้นทุนคาร์บอน เพื่อรับมือกับมาตรการ EU CBAM หรือเป้าหมาย RE100 ของบริษัทแม่
วิธีการนี้จะไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความมั่นคงในระบบไฟฟ้า แต่ยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในทันที และเป็นโอกาสในการดึงดูดอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่เน้นเทคโนโลยีสะอาดเข้ามาตั้งฐานในไทย เหมือนกับการเปิดรับกลุ่ม Data Center ที่ต้องการไฟฟ้าสีเขียวเป็นเงื่อนไขหลักในการตัดสินใจลงทุน
นายนทีระบุทิ้งท้ายว่า ทิศทางพลังงานไทยในอนาคตภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP ฉบับใหม่ (PDP 2026) จะต้องกล้าก้าวข้ามระบบ Enhanced Single Buyer (ESB) แบบเดิมไปสู่ระบบที่กระจายศูนย์และเปิดกว้างมากขึ้น รัฐไม่จำเป็นต้องแบกภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมหาศาลเพียงลำพัง แต่สามารถใช้โมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือการเปิดให้ประชาชนและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็น Prosumer ที่ผลิตและใช้ไฟฟ้าเอง การนำเทคโนโลยี Smart Grid เข้ามาใช้จะเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานแบบกระจายศูนย์
นอกจากนี้ ไทยควรศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ๆ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) หรือ Green Hydrogen เพื่อเป็นทางเลือกในระยะยาว หากรัฐบาลไทยสามารถสร้างนโยบายที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน พร้อมทั้งปลดล็อกตลาดไฟฟ้าสีเขียวให้เข้าถึงได้จริง ประเทศไทยจะไม่เพียงแต่บรรลุเป้าหมายการเป็นสังคมคาร์บอนตํ่า แต่จะยังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง