

KEY
POINTS
งานมหกรรมพลังงานยั่งยืนของเอเชีย ASIA Sustainable Energy Week 2026 หนึ่งในหัวข้อสำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดย ดร.เมทังกร เสริมสุข อาจารย์และนักวิจัยประจำ วิทยาลัยนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้สะท้อนมุมมอง ในหัวข้อ“Future Energy for Next-Gen Data Centers : พลังงานแห่งอนาคตสำหรับศูนย์ข้อมูลยุค AI ในภูมิอากาศเขตร้อน” ซึ่งอาจารย์ชี้ให้เห็นว่า ศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของไอทีอีกต่อไป แต่คือระบบพลังงานที่ซับซ้อนและต้องการการบริหารจัดการอย่างมีกลยุทธ์
ข้อมูลจากรายงานของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันอาจใช้ไฟฟ้ามากกว่าศูนย์ข้อมูลทั่วไปถึง 20 เท่า หรือเทียบเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนถึง 2 ล้านครัวเรือน การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ Data Center กำลังกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าหลักของโลก โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 127% จากปี 2024 หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก
โดยพลังงานไฟฟ้าเกือบทั้งหมดที่จ่ายให้กับอุปกรณ์ไอทีใน Data Center จะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนเกือบ 100% ตามกฎข้อที่หนึ่งของอุณหพลศาสตร์ โดยมีเพียง 1-5% เท่านั้นที่ใช้ในการประมวลผลจริง
ดังนั้น ความร้อนจึงเป็นโมเดลธุรกิจที่ซ่อนอยู่ หากไม่สามารถจัดการความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ค่าไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็นจะพุ่งสูงขึ้น และส่งผลต่อความคุ้มค่าในการลงทุน ข้อมูลวิจัยระบุว่าในภูมิภาคเขตร้อน ค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานา (PUE) ของศูนย์ข้อมูลอาจสูงถึง 1.7-1.8 ซึ่งสูงกว่าในเขตหนาวอย่างเห็นได้ชัด นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการนำนวัตกรรม “พลังงานความเย็นจาก LNG” (LNG Cold Energy) มาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก จากการเป็นที่ตั้งของสถานีรับและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Terminal) ถึง 3 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งมีพลังงานความเย็นที่ปล่อยทิ้งสู่ทะเลระหว่างกระบวนการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวอุณหภูมิ -162 องศาเซลเซียส ให้เป็นก๊าซ พลังงานความเย็นที่สูญเปล่านี้มีมูลค่ามหาศาล
หากนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากทั้ง 3 สถานี จะสามารถสร้างมูลค่าพลังงานได้กว่า 238 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1.29 ล้านตันต่อปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 72 ล้านต้น เทคโนโลยีการใช้พลังงานความเย็นจาก LNG สำหรับ Data Center สามารถลดการใช้ไฟฟ้าในระบบทำความเย็นได้ถึง 79% เมื่อเทียบกับระบบเดิม และช่วยปรับปรุงค่า PUE ให้ลดลงจาก 2.0 เหลือเพียง 1.36 ซึ่งใกล้เคียงกับมาตรฐานในประเทศเขตหนาว
นอกจากนี้ ยังช่วยลดการใช้นํ้า (WUE) ในระบบหล่อเย็นได้มากถึง 89-93% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในยุคที่ทรัพยากรนํ้าเริ่มขาดแคลน การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เพียงแค่การลดต้นทุน แต่เป็นการสร้างนิเวศพลังงานสะอาดที่ครบวงจร โดยการผสมผสานพลังงานจาก LNG, พลังงานหมุนเวียนอย่าง Solar Floating และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อสร้าง “Future Energy Stack” ที่มีความมั่นคง ยั่งยืน และคุ้มค่าสำหรับ Next-Gen Data Center
อย่างไรก็ตาม การจะรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้นั้น ต้องมีการจัดการพลังงานอย่างอัจฉริยะผ่านเทคโนโลยี “Digital Twin” ซึ่งเป็นแบบจำลองเสมือนจริงของระบบทั้งหมดที่ทำงานควบคู่ไปกับ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบ Real-time หลักฐานเชิงประจักษ์จาก Frontier Supercomputer ในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าการใช้ AI ร่วมกับ Digital Twin สามารถลดการใช้พลังงานรวมได้จริงถึง 27.8% ในอนาคต
อีกทั้ง การเลือกที่ตั้งศูนย์ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับปัจจัย 5 มิติ ได้แก่ ความพร้อมของพลังงาน (Power Availability), แผนงานของโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Timeline), ความเสี่ยงด้านนํ้า (Water Risk), โครงสร้างพื้นฐานสื่อสาร (Fiber & Latency) และการสนับสนุนจากนโยบายรัฐ (Policy Support) ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมในหลายด้าน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่อยู่ใกล้กับแหล่งพลังงานความเย็นจาก LNG และมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ในวันนี้ไม่ใช่แค่การหา พลังงานราคาถูก แต่คือการจัดหาพลังงานที่พร้อมใช้ เชื่อถือได้ เรียกใช้ได้ทันที และคาร์บอนตํ่าพอ เพื่อรองรับการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ AI การนำพลังงานความเย็นจาก LNGที่เคยถูกทิ้งมาสร้างคุณค่าใหม่ให้กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงเป็น กุญแจสำคัญ ที่จะปลดล็อกศักยภาพของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียวอย่างแท้จริง
จากคอลัมน์ Circular Economy ชีวิตดี เริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง