

KEY
POINTS
ขณะที่ซีกโลกเหนือกำลังเผชิญฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง ภาวะเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ในสถานที่ทำงานกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น หลังจากที่ภาคธุรกิจต้องใช้มาตรการเฉพาะหน้าในการรับมือมานาน หลายองค์กรอุตสาหกรรมเริ่มจัดทำแนวทางเฉพาะเพื่อรับมือกับปัญหาสวัสดิภาพแรงงานที่ทวีความเร่งด่วนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาพื้นฐานยังคงอยู่ เพราะในหลายประเทศ กฎหมายและข้อกำหนดเกี่ยวกับระดับอุณหภูมิที่ถือว่าร้อนเกินไปรวมถึงมาตรการที่นายจ้างต้องดำเนินการ ยังไม่ชัดเจนหรือไม่ครอบคลุม ส่งผลให้หลายบริษัทต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเอง
สมาคมเครื่องแต่งกายและรองเท้าแห่งอเมริกา (AAFA) และสถาบันวิชาชีพด้านทรัพยากรบุคคลของสหรัฐ (HRCI) ได้เผยแพร่แนวทางการรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด ขณะที่ International Accord ซึ่งทำงานด้านความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม กำลังจัดทำแนวทางในลักษณะเดียวกัน
ในภาคประมง ก่อสร้าง ขนส่ง รวมถึงอุตสาหกรรมที่แรงงานต้องทำงานในพื้นที่ปิด อากาศถ่ายเทไม่ดี ใช้เครื่องจักรหนัก หรือไม่มีระบบควบคุมอุณหภูมิ
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประเมินว่า ความร้อนที่รุนแรงทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการทำงานเกือบ 19,000 คนต่อปี และเกิดการบาดเจ็บจากการทำงานราว 22.85 ล้านกรณีต่อปี การเผชิญความร้อนเป็นเวลานานยังอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น ความเสียหายของอวัยวะภายใน ขณะที่งานวิจัยใหม่ยังพบความเชื่อมโยงกับผลกระทบด้านลบต่อการตั้งครรภ์
ภาวะเครียดจากความร้อนยังสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล มีการอ้างถึงรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่ระบุว่า ผลิตภาพแรงงานจะลดลง 2-3% ทุกครั้งที่อุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส 1 องศา
งานวิจัยของ Energy & Climate Intelligence Unit ระบุว่า อาหารนำเข้าของสหราชอาณาจักรราว 13% มีความเสี่ยงจากการผลิตที่ลดลงเพราะความร้อนในประเทศผู้ผลิตสำคัญ เช่น อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้ ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มก็เผชิญผลกระทบในลักษณะเดียวกัน
รายงานของ NYU Stern ซึ่งศึกษาจากโรงงานเสื้อผ้าในอินเดีย พบว่า ความร้อนทำให้การขาดงานเพิ่มขึ้น ผลิตภาพลดลง อัตราสินค้ามีตำหนิสูงขึ้น และการส่งมอบล่าช้า
บางประเทศเริ่มออกมาตรการรับมือแล้ว เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และโอมาน ที่ห้ามทำงานกลางแจ้งเป็นเวลา 3 ชั่วโมงในช่วงที่อากาศร้อนที่สุดของวันในฤดูร้อน แต่ในภาพรวม มาตรการยังแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ และหลายพื้นที่ยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนให้นายจ้างปฏิบัติ
ส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากการขาดมาตรฐานร่วมในการวัดความร้อนในสถานที่ทำงาน เนื่องจากมีวิธีวัดหลายรูปแบบ ทั้งอุณหภูมิพื้นผิว อุณหภูมิอากาศ ดัชนีความร้อน ค่า Wet Bulb Globe Temperature และดัชนีความสบายทางความร้อน รวมถึงเครื่องมือที่ใช้วัดก็แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของอินเดีย ปัจจุบันผู้ซื้อ 65% ไม่เคยร้องขอข้อมูลอุณหภูมิหรือความชื้นจากผู้ผลิตเลย
แม้แนวทางจะต่างกันตามประเภทของสถานที่ทำงานและลักษณะความร้อน แต่มาตรการพื้นฐานที่ได้รับการแนะนำ ได้แก่ การติดตามอุณหภูมิในสถานที่ทำงาน การกำหนดเวลาพัก การจัดช่องทางให้แรงงานแจ้งปัญหา การจัดหาน้ำดื่ม เครื่องดื่มเกลือแร่ ร่มเงาสำหรับงานกลางแจ้ง และระบบระบายอากาศสำหรับงานในอาคาร รวมถึงการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากความร้อน และไม่ลงโทษแรงงานที่ผลิตภาพลดลงจากสภาพอากาศร้อนจัด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการแก้ไขปัญหา
ขณะเดียวกัน หลายองค์กรเริ่มดำเนินการแล้ว ในสหรัฐ บริษัทอย่าง McDonald's, Burger King, Subway, Walmart, Trader Joe's และ Whole Foods Market สนับสนุนโครงการ Fair Food Program ซึ่งกำหนดมาตรฐานด้านภาวะเครียดจากความร้อนที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2021 ส่วน International Accord ซึ่งกำหนดให้ภาวะเครียดจากความร้อนเป็นหนึ่งในเสาหลักด้านความปลอดภัย ปัจจุบันมีแบรนด์เข้าร่วมมากกว่า 300 ราย
ในบังกลาเทศ องค์กรไม่แสวงหากำไร Practical Action กำลังทำงานร่วมกับเทศบาลเพื่อยกระดับความสามารถในการรับมือความร้อนของบ้านพักคนงานด้านเก็บขยะและสุขาภิบาล โดยในเมืองคุลนา สัตคีรา และฟารีดปูร์ มีการใช้มาตรการต้นทุนต่ำ เช่น ฉนวนหลังคาและแผ่น PVC เพื่อลดอุณหภูมิภายในอาคาร
ความพยายามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะเครียดจากความร้อนยังไม่ได้รับความสำคัญมากพอในแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของหลายประเทศ ทั้งที่ผลกระทบต่อแรงงาน เศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทานกำลังทวีความรุนแรงขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง