thansettakij
thansettakij
ถอดบทเรียน 12 ปี ประกันภัยพืชผลไทย ถึงเวลาปรับระบบรับความเสี่ยง

ถอดบทเรียน 12 ปี ประกันภัยพืชผลไทย ถึงเวลาปรับระบบรับความเสี่ยง

06 ก.ค. 69 | 10:20 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ค. 69 | 10:35 น.

งานวิจัยถอดบทเรียน 12 ปีระบบประกันภัยพืชผลไทย ชี้ตลาดยังพึ่งพางบรัฐเป็นหลัก และยังไม่ช่วยยกระดับการลงทุนของเกษตรกรในวงกว้าง สะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูประบบให้รับมือความเสี่ยงได้อย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ระบบประกันภัยพืชผลไทยตลอด 12 ปีที่ผ่านมายังคงพึ่งพางบประมาณรัฐเป็นหลัก มีปัญหาการจ่ายค่าสินไหมล่าช้า และทำให้เกษตรกรที่ซื้อประกันด้วยตนเองมีจำนวนลดลง
  • แม้ประกันภัยจะช่วยลดปัญหาหนี้เสียของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงได้ แต่ยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนเพื่อยกระดับการผลิตและรับมือความเสี่ยงในระยะยาว
  • มีข้อเสนอให้ปฏิรูประบบครั้งใหญ่ โดยนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ, เชื่อมโยงกับบริการทางการเงินอื่น และปรับบทบาทรัฐจากการอุดหนุนสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อกลไกตลาด

ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น และการที่ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะเอลนีโญ ภาคเกษตรยังคงต้องเผชิญความไม่แน่นอนที่ส่งผลต่อรายได้และการลงทุนของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม โครงการประกันภัยพืชผลของภาครัฐกลับหยุดดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยเเพร่งานวิจัยเรื่อง "หนึ่งทศวรรษของประกันภัยพืชผลไทย ถึงเวลาปรับใหญ่ หรือไปต่อ?" จึงศึกษากลไกตลาดและผลกระทบของระบบประกันภัยข้าวนาปีของไทย ซึ่งดำเนินการมากว่า 10 ปี และถือเป็นหนึ่งในระบบประกันภัยพืชผลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมประกันภัยที่เชื่อมโยงกับข้อมูลการเพาะปลูกและสินเชื่อของเกษตรกรทั่วประเทศย้อนหลัง 7 ปี

ผลการศึกษาพบว่า ระบบประกันภัยพืชผลไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งประสิทธิภาพของตลาด การพึ่งพางบประมาณภาครัฐ และการไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลงทุนยกระดับการผลิตในระยะยาว แม้ว่าระบบจะช่วยลดโอกาสเกิดหนี้เสียในกลุ่มเกษตรกรยากจนและกลุ่มเสี่ยงสูงได้ในระดับหนึ่งก็ตาม

ประกันภัยพืชผล เครื่องมือสำคัญรับมือความเสี่ยงภาคเกษตร

งานวิจัยระบุว่า สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยตนเองของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรผสมผสาน การปรับรูปแบบการผลิต หรือการช่วยเหลือกันในชุมชน มักมีข้อจำกัดเมื่อเกิดภัยธรรมชาติในวงกว้าง

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ประกันภัยพืชผลจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ ลดผลกระทบจากความเสี่ยง สร้างแรงจูงใจในการลงทุน และลดโอกาสที่เกษตรกรจะตกอยู่ในกับดักความยากจน แม้ว่าหลายประเทศกำลังพัฒนายังคงประสบปัญหาในการขยายระบบประกันภัยให้เกิดความยั่งยืน

ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ศึกษาพฤติกรรมชาวนาไทยย้อนหลัง 7 ปี

จุดเด่นของงานวิจัยคือการสร้างฐานข้อมูลแบบ Panel Data ครอบคลุมปีการผลิต 2558-2564 ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล 4 ฐาน ได้แก่ ทะเบียนเกษตรกร ครอบคลุมครัวเรือนเกษตรกร 4.3 ล้านรายต่อปี ฐานข้อมูลระบบเยียวยาภัยพิบัติภาครัฐ ฐานข้อมูลธุรกรรมประกันภัยข้าวนาปี ข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาของ ธ.ก.ส. จากกลุ่มตัวอย่าง 1 ล้านราย

ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยง พฤติกรรมการทำเกษตร การซื้อประกันภัย และพฤติกรรมทางการเงินของเกษตรกรได้ในระดับครัวเรือนและระดับแปลงเพาะปลูก

3 อุปสรรคสำคัญของระบบประกันภัยพืชผล

งานวิจัยระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนามักเผชิญข้อจำกัดสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนธุรกรรมสูง เนื่องจากต้องตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก ปัญหาข้อมูลไม่สมมาตร ทำให้ผู้รับประกันประเมินความเสี่ยงได้ไม่แม่นยำ ส่งผลให้เบี้ยประกันสูงและตลาดขาดการแข่งขัน กำลังซื้อของเกษตรกรมีจำกัด และคุ้นชินกับการรับเงินเยียวยาจากภาครัฐ

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ภาครัฐต้องอุดหนุนเบี้ยประกันจำนวนมาก แต่การอุดหนุนในสัดส่วนสูงเป็นเวลานานกลับลดแรงจูงใจให้เกษตรกรซื้อประกันด้วยตนเอง และทำให้ตลาดพึ่งพางบประมาณภาครัฐเป็นหลัก

ประกันภัยข้าวนาปีไทยดำเนินมาแล้วกว่า 12 ปี

โครงการประกันภัยข้าวนาปีเริ่มดำเนินการในปี 2554 เพื่อคุ้มครองความเสียหายจากภัยพิบัติ 8 ประเภท โดยใช้กลไกการตรวจสอบร่วมกับระบบเยียวยาภัยพิบัติของภาครัฐ

ในปี 2564 ผู้เอาประกันที่ได้รับความเสียหายจะได้รับเงินชดเชยจากประกันเพิ่มเติมจากเงินเยียวยาของรัฐอีก 1,260 บาทต่อไร่ ส่งผลให้ได้รับเงินช่วยเหลือรวมประมาณ 60% ของต้นทุนการผลิตต่อไร่ ขณะที่ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เกษตรกรสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม (Tier 2) ได้ไม่เกิน 240 บาทต่อไร่

ตลอดระยะเวลา 12 ปี โครงการมีการปรับรูปแบบการคิดเบี้ยประกันและสัดส่วนการอุดหนุนหลายครั้ง ทั้งการคิดเบี้ยตามความเสี่ยง การใช้เบี้ยอัตราเดียวทั่วประเทศ และการกลับมาใช้ระบบคิดเบี้ยตามความเสี่ยงอีกครั้งตั้งแต่ปี 2563 รวมถึงการสนับสนุนเบี้ยประกันเพิ่มเติมจาก ธ.ก.ส. ให้แก่ลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร

งานวิจัยพบ 4 ข้อเท็จจริงสำคัญของตลาดประกันภัยข้าวนาปี

ผู้มีประกันส่วนใหญ่ได้รับสิทธิฟรี ขณะที่ผู้ซื้อเองลดลงต่อเนื่อง

ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา เกษตรกรกว่า 40% มีประกันภัย โดยเกือบทั้งหมดเป็นลูกค้าสินเชื่อของ ธ.ก.ส. และสัดส่วนเพิ่มเป็น 75% ตั้งแต่ปี 2563 จากการได้รับสิทธิประกันฟรีของทั้งลูกค้า ธ.ก.ส. และเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงต่ำ

ในทางกลับกัน ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิฟรีและสมัครใจซื้อประกันเองลดลงจาก 3% ในปี 2558 เหลือต่ำกว่า 1% ในปี 2564 ขณะที่เกษตรกรที่ได้รับสิทธิฟรีเพียงบางส่วนและเลือกซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมมีสัดส่วนต่ำกว่า 2%

การจ่ายค่าสินไหมล่าช้าเฉลี่ย 126 วัน

ข้อมูลพบว่า ระยะเวลาตั้งแต่เกิดความเสียหายจนได้รับเงินชดเชยเฉลี่ยอยู่ที่ 126 วัน ในจำนวนตำบลทั้งหมด 31.5% ใช้เวลาน้อยกว่า 90 วัน ขณะที่ 45.8% ใช้เวลา 90-150 วัน และอีก 22.7% ต้องรอนานกว่า 150 วัน ซึ่งงานวิจัยระบุว่า ความล่าช้านี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไม่ต้องการซื้อประกันภัย

การซื้อประกันเองสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยง

พื้นที่ภาคอีสานตะวันตกและภาคกลางตอนบน ซึ่งมีความเสี่ยงภัยสูง มีสัดส่วนเกษตรกรสมัครใจซื้อประกันมากกว่าพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยอ้างถึงการศึกษาของ Sa-ngimnet และคณะ (2026) ที่พบว่า 85% ของผู้ซื้อประกันสมัครใจซื้อเพียง 1-2 ปี และไม่ได้ซื้ออย่างต่อเนื่อง

ราคาเบี้ยประกันและพื้นที่ได้รับสิทธิฟรีแตกต่างกันมาก

ข้อมูลช่วงปี 2558-2564 พบว่า อัตราเบี้ยประกันสุทธิหลังหักเงินอุดหนุนของกลุ่มที่ต้องตัดสินใจซื้อเองมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ขณะเดียวกัน สัดส่วนพื้นที่ที่ได้รับสิทธิประกันฟรีก็มีความหลากหลายเช่นกัน ทำให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของเกษตรกรได้

ราคา การอุดหนุน และประสิทธิภาพระบบ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันอย่างไร

งานวิจัยวิเคราะห์ผลของอัตราเบี้ยประกันหลังหักเงินอุดหนุน สัดส่วนการได้รับประกันฟรี และความล่าช้าในการจ่ายสินไหมต่อการตัดสินใจซื้อประกันของเกษตรกร โดยใช้ข้อมูล Panel Data รายเกษตรกรตลอด 7 ปี และแบบจำลอง Fixed Effect Regression เพื่อควบคุมความแตกต่างเฉพาะของแต่ละครัวเรือน รวมทั้งปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกัน

ผลการศึกษาพบว่า การให้ประกันฟรีในวงกว้างและความล่าช้าในการจ่ายค่าสินไหม ส่งผลให้ความสมัครใจซื้อประกันภัยของเกษตรกรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้นโยบายประกันฟรีจะมีเป้าหมายสร้างการประหยัดต่อขนาดและส่งเสริมการเรียนรู้ของเกษตรกร แต่เมื่อการอุดหนุนมีความเข้มข้นมากเกินไป กลับลดแรงจูงใจในการพึ่งพาตนเอง และส่งผลให้ตลาดประกันภัยพืชผลไม่สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ความล่าช้าในการจ่ายสินไหมยังลดคุณค่าของระบบประกันภัยในสายตาเกษตรกร และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตลาด

ชาวนาไทยอ่อนไหวต่อราคาเบี้ยประกัน

ผลการศึกษาระบุว่า ความต้องการซื้อประกันภัยของเกษตรกรไทยมีความยืดหยุ่นต่อราคาเฉลี่ยอยู่ที่ -1.53 และมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นตามระดับเบี้ยประกัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การลดภาระค่าเบี้ยประกันเพียงเล็กน้อยสามารถกระตุ้นให้เกษตรกรตัดสินใจซื้อประกันได้มาก อย่างไรก็ตาม หากระบบสามารถยกระดับประสิทธิภาพการประเมินความเสียหายและจ่ายค่าสินไหมได้รวดเร็วขึ้น ความอ่อนไหวต่อราคาจะลดลงในทุกระดับราคา ซึ่งจะช่วยให้ตลาดเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

งานวิจัยยังพบว่า กลุ่มเกษตรกรที่ยากจน มีการศึกษาต่ำ และอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่ำ เป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคาเบี้ยประกันมากที่สุด จึงเป็นกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนเบี้ยประกันที่ออกแบบอย่างเหมาะสม

ผลของประกันฟรีแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มเกษตรกร

งานวิจัยพบว่า ผลของการให้ประกันภัยฟรีไม่ได้เหมือนกันในทุกกลุ่ม สำหรับเกษตรกรฐานะดีและกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง การได้รับประกันฟรีช่วยกระตุ้นให้มีความต้องการซื้อประกันเพิ่มขึ้น แต่ในกลุ่มเกษตรกรยากจนกลับพบว่า การได้รับสิทธิฟรีลดแรงจูงใจในการซื้อประกันด้วยตนเอง

ผลการศึกษาจึงสะท้อนว่า การสนับสนุนค่าเบี้ยประกันอาจยังมีความจำเป็น แต่ควรออกแบบให้เกษตรกรมีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนแรงจูงใจในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ความล่าช้าในการจ่ายค่าสินไหมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเกษตรกรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มยากจน กลุ่มเสี่ยงสูง และกลุ่มที่ต้องพึ่งพาระบบประกันภัยมากที่สุด

ประกันภัยช่วยเกษตรกรด้านใดบ้าง

งานวิจัยใช้วิธีวิเคราะห์แบบ Staggered Differences-in-Differences กับข้อมูล Panel Data ขนาดใหญ่ เพื่อประเมินผลของการมีประกันภัยพืชผลต่อเกษตรกรใน 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการทำเกษตรผสมผสาน การลงทุนในแหล่งน้ำ การลงทุนทำเกษตรคุณภาพสูง โอกาสผิดนัดชำระหนี้กับ ธ.ก.ส.

วิธีการดังกล่าวช่วยลดปัญหา Selection Bias และรองรับความแตกต่างของช่วงเวลาที่เกษตรกรแต่ละรายเข้าร่วมโครงการได้ดีกว่าวิธีการวิเคราะห์ทั่วไป

ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ กลุ่มที่มีประกันและไม่มีประกันไม่มีความแตกต่างของผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงรองรับความน่าเชื่อถือของผลการประเมินผลกระทบ

ประกันภัยช่วยลดหนี้เสีย แต่ยังไม่สร้างการลงทุนระยะยาว

งานวิจัยสรุปว่า ระบบประกันภัยพืชผลในปัจจุบันยังสร้างผลกระทบต่อการยกระดับภาคเกษตรได้จำกัด ในกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับประกันฟรี พบว่า โอกาสเกิดหนี้เสียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะครัวเรือนยากจน กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และครัวเรือนที่เพิ่งประสบภัยพิบัติ

อย่างไรก็ตาม ระบบประกันภัยยังไม่สามารถกระตุ้นให้เกษตรกรลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มผลิตภาพ หรือปรับเปลี่ยนไปสู่การทำเกษตรคุณภาพสูงได้

ส่วนกลุ่มที่สมัครใจซื้อประกันเอง นอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์ในระดับที่คาดหวังแล้ว งานวิจัยยังพบปัญหา Moral Hazard ที่ทำให้การบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยตนเองของเกษตรกรลดลง

บทเรียนจาก 12 ปีของประกันภัยข้าวนาปีไทย

งานวิจัยสรุปว่า ประเทศไทยยังอยู่ในระบบประกันภัยพืชผลที่พึ่งพางบประมาณภาครัฐเป็นหลัก ขณะที่กลไกตลาดยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสมัครใจซื้อประกันของเกษตรกรอยู่ในระดับต่ำและลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับระบบมีปัญหาการจ่ายสินไหมล่าช้าและข้อจำกัดด้านข้อมูล ทำให้ต้นทุนเบี้ยประกันสูง และจำเป็นต้องอาศัยเงินอุดหนุนจำนวนมาก

ในระยะยาว การพึ่งพาการอุดหนุนมากเกินไปกลับลดแรงจูงใจในการซื้อประกัน โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรยากจนและพื้นที่เสี่ยงต่ำ

ขณะเดียวกัน งานวิจัยชี้ว่า หากสามารถยกระดับประสิทธิภาพของระบบประกันภัยได้ ทั้งด้านการประเมินความเสียหายและการจ่ายค่าสินไหม จะช่วยเพิ่มความต้องการซื้อประกัน ลดความอ่อนไหวต่อราคา และสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตของภาคเกษตรในระยะยาว

เสนอ 3 แนวทางปฏิรูประบบประกันภัยพืชผล

งานวิจัยเสนอแนวทางปรับโครงสร้างระบบประกันภัยพืชผลไทยใน 3 ด้านหลัก

1. ยกระดับระบบประกันภัยด้วยเทคโนโลยีและออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการ ข้อเสนอประกอบด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินความเสียหายและลดระยะเวลาจ่ายสินไหม

พร้อมกันนั้นควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้ตอบโจทย์เกษตรกรแต่ละกลุ่ม แทนการใช้รูปแบบเดียวสำหรับทุกคน โดยเกษตรกรรายย่อยอาจต้องการความคุ้มครองด้านรายได้ ขณะที่เกษตรกรรายใหญ่ต้องการเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพื่อการลงทุนและการเข้าถึงสินเชื่อ

2. เชื่อมประกันภัยกับบริการทางการเงินและเทคโนโลยีการผลิต งานวิจัยเสนอให้เชื่อมโยงประกันภัยกับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ สินเชื่อ และเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มคุณค่าของระบบประกันภัย

ตัวอย่างเช่น การเชื่อมประกันภัยกับสินเชื่อเพื่อให้ค่าสินไหมถูกนำไปชำระหนี้โดยตรงเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีการเกษตร

3. ปรับบทบาทภาครัฐจากผู้สนับสนุนงบประมาณสู่ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ข้อเสนอระบุว่า ภาครัฐควรเปลี่ยนจากการอุดหนุนเบี้ยประกันแบบกว้างขวาง ไปสู่การอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข หรือ Smart Subsidies เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ และไม่ลดแรงจูงใจของเกษตรกรในการบริหารความเสี่ยงด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ควรลงทุนด้านข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อลดปัญหาข้อมูลไม่สมมาตร เปิดโอกาสให้ผู้รับประกันสามารถกำหนดเบี้ยประกันตามระดับความเสี่ยงจริง และส่งเสริมการแข่งขันในตลาด

อีกข้อเสนอสำคัญคือ การผลักดันพระราชบัญญัติประกันภัยพืชผล เพื่อจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง สร้างความชัดเจนในการกำกับดูแล และรักษาความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว ไม่ให้เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ทางการเมือง

ประกันภัยพืชผลช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรได้มากน้อยแค่ไหน

นอกจากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันภัยแล้ว งานวิจัยยังประเมินผลกระทบของการมีประกันภัยพืชผลต่อพฤติกรรมของเกษตรกรในระยะยาว โดยใช้เทคนิค Staggered Differences-in-Differences กับฐานข้อมูล Panel Data รายเกษตรกรขนาดใหญ่

การศึกษาครอบคลุมผลกระทบใน 4 มิติ ได้แก่ การบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการปลูกพืชผสมผสาน การลงทุนในแหล่งน้ำ การลงทุนทำเกษตรคุณภาพสูง และโอกาสการผิดนัดชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

งานวิจัยระบุว่า วิธีการวิเคราะห์ดังกล่าวช่วยลดปัญหา Selection Bias และรองรับความแตกต่างของช่วงเวลาที่เกษตรกรแต่ละรายเข้าร่วมโครงการได้ดีกว่าวิธีการทั่วไป อีกทั้งยังช่วยเติมเต็มช่องว่างของงานศึกษาที่ผ่านมาซึ่งส่วนใหญ่อาศัยการทดลองในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก

ผลการวิเคราะห์พบว่า ก่อนที่เกษตรกรจะเข้าร่วมโครงการประกันภัย กลุ่มที่มีประกันและไม่มีประกันไม่มีความแตกต่างของผลลัพธ์ในทุกมิติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 5% สะท้อนว่าแบบจำลองที่ใช้มีความเหมาะสมสำหรับการประเมินผลกระทบของโครงการ

กลุ่มได้รับประกันฟรี ลดโอกาสเกิดหนี้เสีย แต่ยังไม่เร่งการลงทุน

ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรที่ได้รับประกันภัยฟรีได้รับประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดในด้านการลดโอกาสการเกิดหนี้เสีย โดยเฉพาะครัวเรือนยากจน เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงสูง และครัวเรือนที่เพิ่งประสบภัยพิบัติ

อย่างไรก็ตาม ประกันภัยไม่ได้ส่งผลให้เกษตรกรลงทุนเพิ่มในด้านสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับศักยภาพการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำ การทำเกษตรคุณภาพสูง หรือการปรับรูปแบบการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว

ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ประกันภัยจะช่วยลดผลกระทบทางการเงินเมื่อเกิดภัยพิบัติ แต่ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรได้

ผู้สมัครใจซื้อประกันเองกลับเผชิญปัญหา Moral Hazard

ในกลุ่มเกษตรกรที่สมัครใจซื้อประกันภัยด้วยตนเอง งานวิจัยพบว่า ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มที่ได้รับประกันฟรี นอกจากจะไม่พบหลักฐานว่าประกันภัยช่วยกระตุ้นการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ยังพบการเกิดปัญหา Moral Hazard หรือพฤติกรรมที่ทำให้แรงจูงใจในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยตนเองลดลงหลังจากมีประกันภัย

ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่า หากระบบประกันภัยยังมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพและการออกแบบแรงจูงใจ ประกันภัยอาจไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรได้

12 ปีที่ผ่านมา ไทยยังติดอยู่ในระบบที่พึ่งพารัฐ

จากการศึกษาตลอดระยะเวลา 12 ปี งานวิจัยสรุปว่า ประเทศไทยยังคงติดอยู่ในระบบประกันภัยพืชผลที่ต้องอาศัยงบประมาณภาครัฐเป็นกลไกหลัก เนื่องจากตลาดยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน

หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ความสมัครใจซื้อประกันของเกษตรกรอยู่ในระดับต่ำและลดลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความต้องการซื้อยังมีความอ่อนไหวต่อราคาเบี้ยประกันค่อนข้างสูง

อีกประเด็นสำคัญคือ คุณภาพของระบบประกันภัยยังอยู่ในระดับต่ำจากความล่าช้าในการประเมินความเสียหายและการจ่ายสินไหม ทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากระบบไม่เต็มที่

เมื่อประกอบกับปัญหาข้อมูลไม่สมมาตร ซึ่งทำให้ผู้รับประกันไม่สามารถกำหนดเบี้ยประกันตามความเสี่ยงที่แท้จริงได้ ส่งผลให้เบี้ยประกันมีต้นทุนสูง และต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐในสัดส่วนมาก

งานวิจัยระบุว่า การอุดหนุนในระดับสูงเป็นเวลานานกลับลดแรงจูงใจในการซื้อประกันภัยของเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มยากจนและกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่ำ

ยกระดับคุณภาพระบบประกัน คือกุญแจสร้างผลกระทบระยะยาว

งานวิจัยชี้ว่า หากสามารถยกระดับประสิทธิภาพของระบบประกันภัยพืชผลได้ จะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งตลาดและภาคเกษตร ในพื้นที่ที่ระบบมีประสิทธิภาพสูง เกษตรกรมีแนวโน้มต้องการซื้อประกันเพิ่มขึ้น และมีความอ่อนไหวต่อราคาเบี้ยประกันลดลง

ขณะเดียวกัน ประกันภัยที่มีคุณภาพยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรกล้าลงทุนยกระดับศักยภาพการผลิต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปรับโครงสร้างภาคเกษตรไทยในระยะยาว

งานวิจัยเสนอ 3 แนวทางยกเครื่องประกันภัยพืชผล

จากข้อค้นพบทั้งหมด งานวิจัยเสนอให้ปรับโครงสร้างระบบประกันภัยพืชผลครั้งใหญ่ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันและสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืน

ข้อเสนอแรก คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ตรวจสอบความเสียหายและประเมินความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุน และลดระยะเวลาการจ่ายสินไหมอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยระบุว่า ประเทศไทยมีทั้งฐานข้อมูลและหน่วยงานที่พร้อมรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านนี้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ ควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้ตอบโจทย์เกษตรกรแต่ละกลุ่ม แทนการใช้รูปแบบเดียวกับทุกคน โดยเกษตรกรรายย่อยอาจต้องการความคุ้มครองด้านรายได้ ขณะที่เกษตรกรรายใหญ่ต้องการเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับการลงทุนและการเข้าถึงสินเชื่อ

ข้อเสนอที่สอง คือ การผนวกประกันภัยเข้ากับบริการทางการเงินและปัจจัยการผลิต เพื่อเพิ่มคุณค่าของระบบประกันภัย ตัวอย่างที่งานวิจัยยกขึ้น ได้แก่ การเชื่อมประกันภัยกับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ การเชื่อมกับสินเชื่อเพื่อให้ค่าสินไหมนำไปชำระหนี้โดยตรงเมื่อเกิดภัย รวมถึงการใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนด้านเทคโนโลยีการเกษตร

ข้อเสนอสุดท้าย คือ การปรับบทบาทของภาครัฐจากการอุดหนุนเบี้ยประกันในวงกว้าง ไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานและกลไกตลาดที่ยั่งยืน

งานวิจัยเสนอให้ใช้รูปแบบ Smart Subsidies หรือการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ และไม่ลดแรงจูงใจในการบริหารความเสี่ยงของเกษตรกร

พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรลงทุนด้านข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อลดปัญหาข้อมูลไม่สมมาตร เปิดโอกาสให้ผู้รับประกันสามารถกำหนดเบี้ยประกันตามความเสี่ยงที่แท้จริง และส่งเสริมการแข่งขันในตลาด

อีกข้อเสนอสำคัญ คือ การผลักดันพระราชบัญญัติประกันภัยพืชผล เพื่อจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง สร้างความชัดเจนด้านการกำกับดูแล เพิ่มความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรักษาความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว ไม่ให้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง