
'Copeland' ดันไทยฮับคอมเพรสเซอร์โลก ผนึก Dow ลดคาร์บอน
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกต้องปรับตัว โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมระบบทำความเย็นและปรับอากาศ (HVACR)” ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานอาหาร โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่
KEY
POINTS
- โคปแลนด์ (Copeland) ผลักดันไทยเป็นฐานการผลิตคอมเพรสเซอร์ที่สำคัญของโลก โดยมีกำลังการผลิต 1.2 ล้านเครื่องต่อปี และส่งออกกว่า 80% ไปยังทั่วโลก
- ร่วมมือกับกลุ่มบริษัท ดาว (Dow) และเอ็มเอ็มพี (MMP) นำนวัตกรรมเม็ดพลาสติกรีไซเคิลมาผลิตฟิล์มบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- การเปลี่ยนมาใช้ฟิล์มพลาสติกรีไซเคิลช่วยลดการใช้พลาสติกใหม่ ลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ได้ 10% และลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายความยั่งยืนของบริษัท
- นอกจากการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ บริษัทยังใช้ก๊าซอาร์กอนสีเขียวในกระบวนการผลิตและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติม
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกต้องปรับตัว โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมระบบทำความเย็นและปรับอากาศ (HVACR)” ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานอาหาร โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ล่าสุด บริษัท โคปแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด (Copeland) หนึ่งในผู้เล่นระดับโลก ได้เร่งวางกลยุทธ์ทั้งด้านเทคโนโลยีและความยั่งยืน ควบคู่การใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก
นายองอาจ วีรชาติยานุกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โคปแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด (Copeland) เผยว่า Copeland เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านระบบทำความเย็นและปรับอากาศ ที่มีรากฐานยาวนานกว่า 100 ปี โดยเดิมเป็นส่วนหนึ่งของ Emerson ที่เป็นบริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 ที่มียอดขายประมาณ 15,000 ล้านดออลลาร์สหรัฐฯ ก่อนแยกธุรกิจ Climate Technologies ออกมาเป็น Copeland
ในประเทศไทย บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2539 ปัจจุบันมีฐานการผลิตอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ (WHA) จังหวัดระยอง มีพนักงานประมาณ 800 คน และมียอดขายราว 10,000 ล้านบาทต่อปี ผลิตภัณฑ์หลักคือ “คอมเพรสเซอร์” โดยเฉพาะ Scroll Compressor ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความทนทาน และรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความท้าทายสูง มีกำลังการผลิตประมาณ 1.2 ล้านเครื่องต่อปี โดยส่งออกไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก 80% อีก 20% จำหน่ายในประเทศ ครอบคลุมลูกค้ากว่า 1,000 รายทั่วโลก
คอมเพรสเซอร์ของบริษัทถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งเครื่องปรับอากาศสำหรับที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ ระบบทำความเย็นในร้านค้าปลีก เช่น ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนระบบขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ นอกจากนี้ ยังมีการขยายการใช้งานไปยังอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบขนส่งไฟฟ้า และเทคโนโลยี Heat Pump โดยบริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 55% และ Scope 3 ลง 32.5% ภายในปี 2576
อีกหนึ่งความร่วมมือด้านความยั่งยืน Copeland ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) และ บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MMP) ในการวิเคราะห์และปรับการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ โดยนวัตกรรมเม็ดพลาสติกผสมพลาสติกใช้แล้ว REVOLOOPTM ของ Dow ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Global Recycle Standard หรือ GRS และมีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของการผลิตเม็ดพลาสติก LLDPE ทั่วโลกถึง 52.5%* เพื่อนำมาผลิตฟิล์มพลาสติกที่มีสัดส่วนของเม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการใช้งาน (PCR) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
แนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นการออกแบบโครงสร้างฟิล์มใหม่ให้มีความแข็งแรงเทียบเท่าวัสดุเดิม แต่ใช้ปริมาณ PCR อย่างเหมาะสม ลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) และลดของเสียในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA) เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับใช้ PCR สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้จริงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
*Product carbon footprint study of REVOLOOPTM XUS60933.01 Cradle-to-gate, IPCC2021, GWP 1.18 kgCO¬2e, in compliant with ISO14067:2018, 3rd party verification by Bureau Veritas.
ทั้งนี้จากความร่วมมือกับ Dow และ MMP เปลี่ยนมาใช้ฟิล์มยืดที่มีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ในสัดส่วน 30% แทนการใช้ใช้พลาสติกใหม่ สามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากร โดยสามารถลดน้ำหนักฟิล์มต่อหน่วยจาก 200 กรัมเหลือ 150 กรัม โดยยังคงคุณภาพและความแข็งแรงในการขนส่งสินค้า ส่งผลให้ลดต้นทุนรวมด้านบรรจุภัณฑ์ได้ประมาณ 10% พร้อมลดปริมาณขยะพลาสติกและคาร์บอนฟุต-
พริ้นท์
นอกจากนี้ Copeland ยังนำก๊าซอาร์กอนสีเขียว (Green Argon) มาใช้ในกระบวนการเชื่อม ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับวิธีการเดิม รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในโรงงานที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ราว 18% ของความต้องการทั้งหมด แนวทางดังกล่าวสะท้อนการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานสู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่กระทบต่อคุณภาพสินค้า
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายที่ 5% โดยอาศัยแรงขับจากเมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนไปใช้สารทำความเย็นที่มีค่า GWP ต่ำ การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ และความต้องการระบบทำความเย็นในประเทศเขตร้อน
ในระยะต่อไป Copeland ยังมีแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิลในชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ และผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า Copeland กำลังปรับบทบาทจากผู้ผลิตอุปกรณ์สู่การเป็นผู้ให้โซลูชันด้านความยั่งยืน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ตลาดโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการแข่งขันที่เข้มข้นในอนาคต







