
วิกฤตพลาสติก! ต้นทุน-ค่าขนส่งพุ่ง SME เสี่ยงปิดกิจการ พ.ค. นี้
อุตสาหกรรมพลาสติกไทยเจอวิกฤตซ้อน ต้นทุนเม็ดพลาสติก-ค่าขนส่งพุ่ง สินค้าจีนถล่มตลาด SME เสี่ยงปิดกิจการภายใน พ.ค.นี้
KEY
POINTS
- ต้นทุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติกและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น 60-90% จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ผู้ประกอบการ SME กว่า 3,300 แห่ง ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากปัญหาสภาพคล่องและการเข้าถึงวัตถุดิบ เสี่ยงต้องปิดกิจการภายในเดือนพฤษภาคม
- เผชิญการแข่งขันรุนแรงจากการดัมพ์ราคาสินค้าพลาสติกราคาถูกจากประเทศจีน ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางภาษีจากรัฐบาลจีน
อุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต จากปัจจัยต้นทุนวัตถุดิบ (Resin) กลุ่มหลักพุ่งสูงขึ้นเกือบ 100% ภายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และบรรจุภัณฑ์ (Cost-Push Inflation)
ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงปิดกิจการภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ เนื่องจากสภาพคล่องตึงตัว และการดัมพ์ราคาสินค้าจากประเทศจีน
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการบริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ กล่าวว่า จากวิกฤตราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้น 60-90% จากสงครามอิหร่าน ส่งผลกระทบหนักต่อต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและบรรจุภัณฑ์ ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังคงอยู่ในระดับเปราะบาง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลต่อค่าประกันภัยการขนส่ง ค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง ระยะเวลาขนส่งที่ไม่แน่นอน
ส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบเม็ดพลาสติกเมื่อต้นทุนวัตถุดิบขึ้น 90% จึงจำเป็นที่ต้องปรับราคาสินค้าขึ้นตาม โดยการปรับราคาสินค้าตามราคาเม็ดพลาสติกและค่าขนส่ง เฉลี่ยแล้วราคาสินค้าสำเร็จรูปปรับขึ้นประมาณ 70% เพื่อให้สอดคล้องกับค่าเม็ดพลาสติกที่แพงขึ้น รวมถึงค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์ที่แพงขึ้นทั้งระบบ
“ปัจจุบันเราหันมาใช้ระบบ Back-to-Back คือการเสนอราคาแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง หากราคานํ้ามันโลกหรือนโยบายระหว่างประเทศ เปลี่ยนแปลงกะทันหัน ผู้ผลิตจะได้ไม่เจ็บตัวจากการแบกรับสต็อกของแพงไว้ในมือ รวมถึงเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเก็งกำไรและความผันผวน” นายสนั่น กล่าว
นายสนั่น กล่าวอีกว่า กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือโรงงานขนาดเล็กและขนาดย่อม (SME) กว่า 3,300 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะต้องเผชิญ คือ ผู้ขายเม็ดพลาสติกเลือกส่งของให้เจ้าใหญ่ที่เป็นลูกค้าประจำก่อน ทำให้ SME หาของไม่ได้ จากเดิมที่เคยได้เครดิตเทอม ปัจจุบันต้องจ่ายเงินสดทันที ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ขาดสภาพคล่องอยู่แล้ว นอกจากนี้ SME ไทยส่วนใหญ่ยังใช้เครื่องจักรเก่าที่กินไฟสูงและผลิตได้ช้า ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นสูงกว่าคู่แข่ง
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายภายในเดือนพฤษภาคม นี้ คาดว่าจะเกิดการหยุดผลิตถาวร การลดชั่วโมงทำงาน และนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงาน ในภาคอุตสาหกรรมพลาสติกเป็นวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสินค้าพลาสติกจากประเทศจีนที่ทะลักเข้ามาดัมพ์ราคาในไทย เนื่องจากจีนได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้ส่งออกไปสหรัฐไม่ได้ จึงเบนเข็มมาระบายสินค้าในอาเซียนแทน ที่น่ากลัวคือ รัฐบาลจีนสนับสนุนผู้ส่งออกของเขาด้วยการให้คืนภาษี 13% ทำให้สินค้าจีนสามารถขายในราคาที่ตํ่ากว่าต้นทุนจริงได้ ขณะที่ SME ไทยนอกจากจะไม่มีคนช่วยแล้ว ยังต้องแบกรับต้นทุนทุกอย่างด้วยตัวเอง การแข่งขันนี้จึงเหมือนคนตัวเล็กสู้กับยักษ์ที่มีอาวุธครบมือ
อย่างไรก็ตาม อยากเสนอมาตรการเร่งด่วน คือการจัดเก็บภาษีและควบคุมการส่งเงินออกจากการซื้อขายสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน และการใช้มาตรการทางภาษีและ Surcharge ทันทีเมื่อตรวจพบสินค้าที่นำเข้าด้วยราคาตํ่ากว่าต้นทุนจริง รวมถึงการออกมาตรฐานบังคับสำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกทุกประเภท และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ สนับสนุนการติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ หรือโซลาร์รูฟ (Solar Roof) เพื่อลดต้นทุนพลังงาน และโครงการเปลี่ยนเครื่องจักรเก่าเพื่อเพิ่มผลิตภาพให้กับ SME และการกำกับดูแลจากธนาคารกลาง แบงก์ชาติควรเข้ามาดูแลธุรกรรมการชำระเงินผ่าน Platform ต่างชาติ เพื่อป้องกันความเสียเปรียบทางการค้าและควบคุมการไหลออกของเงินทุน
นายศรันย์ ศรีมาโนชญ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ โพลิเมอร์ อินเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมพลาสติกไทยมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14.4% ของ GDP ประเทศ ถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย โดยสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีของประเทศ ซึ่งมีโรงงานที่ยังดำเนินการอยู่กว่า 3,300 แห่ง โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ยังพอมีสต๊อก 2-3 เดือน ทำให้ระยะสั้นยังไม่มีปัญหาขาดแคลน
ขณะที่ รายกลางและรายเล็กเริ่มน่าห่วง โดยเฉพาะ SMEs เริ่มเผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านเงินทุนหมุนเวียนและพื้นที่จัดเก็บ เสี่ยงรับผลกระทบก่อนหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ซึ่งผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่แค่ต้นทุนเม็ดพลาสติก แต่จะลามไปถึงผู้ผลิตสินค้าปลายนํ้าและภาคการส่งออกของไทยด้วย
จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ จึงจำเป็นที่ต้องขนส่งอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ค่าระวางเรือสูงขึ้น 3 เท่าตัว ทำให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น เฉลี่ย 60-90% โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบพลาสติกกลุ่ม Polyolefin (PE, PET, PP) ปัจจุบันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นซึ่งเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นจาก 30 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นมาอยู่ที่ 59 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 96.6%
ขณะที่บางช่วงยังเกิดภาวะมีเงินก็ซื้อไม่ได้ หลังผู้ผลิตต้นทางประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) เพื่อระงับการส่งมอบ ทำให้ไทยขาดแคลนเม็ดพลาสติกบางเกรด จนโรงงานต้องลดกำลังการผลิตลดลงเหลือเพียง 60-70 % เพื่อประเมินสถานการณ์วันต่อวัน และหากวิกฤตยืดเยื้อเกิน 3 เดือน อาจลุกลามกระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาช่วงปี 2562 ไทยมีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรวม 9 ล้านตัน ซึ่งปัจจุบัน กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 11 ล้านตัน แบ่งการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ 50-55% และส่งออก 45-50% นอกจากนี้ ไทยยังมีการพึ่งพาการนำเข้าเนื่องจากมีตํ่ากว่าราคาผลิตในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SME





