
Branded Residences ไทยโตแรง อุปทาน 2.2 แสนล้าน โซนลุมพินีราคาพุ่ง 1 ล้าน/ตร.ม.
ไทยยืนหนึ่งตลาด Branded Residences สูงสุดในเอเชียแปซิฟิก มีอุปทานสะสม 18,801 ยูนิต มูลค่า 2.2 แสนล้านบาท ปี 2569 จ่อเปิดใหม่ 650 ยูนิต จับตาราคาคอนโด Ultimate Class ย่านลุมพินีขยับเกิน 1 ล้านบาทต่อตารางเมตร
KEY
POINTS
- ตลาด Branded Residences ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว มีจำนวนโครงการสร้างเสร็จมากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก และติด 1 ใน 10 ของโลกที่มีโครงการใหม่รอพัฒนา
- ปัจจุบันมีอุปทานสะสมในตลาดคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 220,000 ล้านบาท โดยมีกรุงเทพฯ และภูเก็ตเป็นตลาดหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต
- คาดการณ์ว่าราคาคอนโดระดับ Ultimate Class ในทำเลใจกลางเมืองอย่างย่านลุมพินี อาจพุ่งสูงเกิน 1 ล้านบาทต่อตารางเมตรในอนาคตอันใกล้ จากต้นทุนที่ดินและการแข่งขันที่สูง
- โดยเฉลี่ยโครงการ Branded Residences มีราคาขายสูงกว่าอสังหาริมทรัพย์หรูที่ไม่มีแบรนด์ประมาณ 31% เนื่องจากมูลค่าเพิ่มจากชื่อเสียงและมาตรฐานบริการ
ตลาดที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ระดับนานาชาติ หรือ Branded Residences ในประเทศไทย กำลังเติบโตอย่างโดดเด่น หลังขยับขึ้นเป็นตลาดที่มีจำนวนโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และติด 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่มีโครงการอยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาหรือเตรียมเปิดตัวมากที่สุด สะท้อนศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรีและอัลตราลักซ์ชัวรีที่ยังดึงดูดผู้พัฒนาโครงการและแบรนด์ระดับโลกเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง
ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกวิจัยตลาดและประชาสัมพันธ์ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีอุปทาน Branded Residences สะสมประมาณ 18,801 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวมราว 220,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะมีอุปทานเปิดขายใหม่ประมาณ 650 ยูนิต เพิ่มขึ้นราว 32% จากปีก่อนหน้า โดยกรุงเทพมหานครและจังหวัดภูเก็ตยังเป็นตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง ทั้ง High-Net-Worth Individuals (HNWIs) และ Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) รวมถึงความต้องการของผู้ซื้อภายในภูมิภาคเอเชียที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้โครงการที่อยู่อาศัยซึ่งผสานชื่อเสียงของแบรนด์ระดับโลกเข้ากับบริการและมาตรฐานการอยู่อาศัยแบบโรงแรมได้รับความสนใจมากขึ้น
ไทยครองตลาดสร้างเสร็จสูงสุดในเอเชียแปซิฟิก
รายงานจาก Savills Global Residential Development Consultancy ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดสำคัญของอุตสาหกรรม Branded Residences ทั่วโลก โดยมีสัดส่วนโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 23% ของจำนวนโครงการทั่วโลก และคาดว่าจะมีโครงการใหม่ทยอยส่งมอบอีก 187 โครงการภายในปี 2575 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 97%
สำหรับประเทศไทยมีพัฒนาการโดดเด่นทั้งด้านจำนวนโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วและแผนพัฒนาในอนาคต โดยคาดว่าจำนวนโครงการจะเพิ่มขึ้น 152% ภายในปี 2575 ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูงของภูมิภาค และติดอันดับ 10 ประเทศแรกของโลกที่มีโครงการอยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาหรือเตรียมเปิดตัวมากที่สุด
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการสะสมความมั่งคั่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งทำให้กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงมีจำนวนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน มูลค่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น 121% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยังเป็นแรงสนับสนุนกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับหรู โดยเฉพาะจากผู้ซื้อภายในภูมิภาคเอเชียด้วยกันเอง
สมรภูมิ Branded Residences กทม. สะท้อนเกมอสังหาฯ หรู
หนึ่งในโครงการที่สะท้อนการแข่งขันของตลาดระดับบนคือ Rosewood Residences Bangkok ซึ่ง SC Asset ร่วมกับ Tokyo Tatemono Group พัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ Rosewood Residences จำนวนจำกัด 85 ยูนิต ในอาคารสูง 37 ชั้น บนที่ดินเดิมของอาคารศรีเฟื่องฟุ้ง ย่านสารสิน
ที่ดินดังกล่าวมีขนาด 2-1-87 ไร่ และมีรายงานว่าซื้อขายกันในปี 2567 ด้วยราคาสูงกว่า 3.5 ล้านบาทต่อตารางวา คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 3,500 ล้านบาท ขณะที่ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ประเมินว่าราคาขายของโครงการอาจสูงกว่า 550,000 บาทต่อตารางเมตร สะท้อนระดับราคาที่อยู่อาศัยบนทำเลใจกลางเมืองที่มีข้อจำกัดด้านที่ดินและมีโครงการระดับอัลตราลักซ์ชัวรีจำนวนจำกัด
นอกจาก Rosewood Residences Bangkok ตลาดกรุงเทพฯ ยังมีความเคลื่อนไหวจากโครงการ Upper House Branded Residences แห่งแรกของโลก ซึ่งเปิดตัวในปี 2569 และทำยอดขายรวมกว่า 10,000 ล้านบาทภายใน 6 เดือน โดยยูนิตบางส่วนมีราคาสูงกว่า 850,000 บาทต่อตารางเมตร รวมถึง InterContinental Residences Bangkok Asoke ที่พัฒนาโดย CG Capital ร่วมกับ IHG Hotels & Resorts และเปิดตัวในช่วงปลายปี 2568
ความเคลื่อนไหวของโครงการเหล่านี้สะท้อนการแข่งขันที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชื่อเสียงของแบรนด์ แต่ยังครอบคลุมถึงทำเล การออกแบบ สถาปัตยกรรม ความเป็นส่วนตัว และมาตรฐานบริการที่นำเสนอให้แก่ผู้ซื้อ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความแตกต่างจากคอนโดมิเนียมระดับหรูทั่วไป
ลุ้นราคาคอนโด Ultimate Class ลุมพินีทะลุ 1 ล้านบาท
ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ประเมินว่า การเปิดตัว Branded Residences ระดับลักซ์ชัวรีและอัลตราลักซ์ชัวรีอย่างต่อเนื่อง กำลังเป็นปัจจัยสนับสนุนการยกระดับราคาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านลุมพินี หลังสวน และสารสิน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านที่ดินและมีโครงการระดับหรูที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อกำลังซื้อสูงได้ไม่มากนัก
นอกจากโครงการใหม่แล้ว การกลับมาเปิดขายอีกครั้งของ NIMIT Lumpini Park North รวมถึงโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในย่านหลังสวนของ CG Capital โครงการ Capella Residences และโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรีของแสนสิริบนที่ดินย่านสารสิน ยังเป็นปัจจัยที่อาจสนับสนุนการปรับตัวของราคาขายเสนอในตลาดระดับบน
ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว ซาวิลส์ (ประเทศไทย) มองว่า ราคาคอนโดมิเนียมระดับ Ultimate Class ในทำเลศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านลุมพินี อาจขยับขึ้นสู่ระดับมากกว่า 1 ล้านบาทต่อตารางเมตรในระยะอันใกล้ โดยมีแรงหนุนจากต้นทุนที่ดินระดับสูง การพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และความต้องการที่อยู่อาศัยระดับอัลตราลักซ์ชัวรี
อย่างไรก็ตาม การที่ราคาจะสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของโครงการ ความต้องการซื้อที่แท้จริง กำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย และความสามารถในการดูดซับอุปทานในแต่ละทำเล
แบรนด์โรงแรมหนุนราคา โครงการมีพรีเมียมสูงกว่าทั่วไป 31%
ในภาพรวมตลาด Branded Residences ของไทย ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มร่วมมือกับแบรนด์ระดับนานาชาติ ทั้งกลุ่มธุรกิจโรงแรม ไลฟ์สไตล์ และแฟชั่น เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้แก่โครงการ โดยโครงการส่วนใหญ่มุ่งเน้นตลาดที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ ซึ่งมีราคาประมาณ 150,000-249,999 บาทต่อตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วน 42% ของตลาด รองลงมาคือกลุ่มอัปสเกล ราคา 100,000-149,999 บาทต่อตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วน 23%
ขณะเดียวกัน ทำเลริมทะเลยังเป็นพื้นที่ได้รับความนิยมสำหรับโครงการระดับหรู โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ชลบุรี และหัวหิน ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการซื้อของชาวต่างชาติและผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อพักผ่อนหรือการลงทุน
ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ระบุว่า โครงการ Branded Residences มีแนวโน้มกำหนดราคาขายสูงกว่าอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูที่ไม่มีแบรนด์ โดยมีราคาเฉลี่ยสูงกว่าประมาณ 31% จากมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของแบรนด์ มาตรฐานบริการ และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่าง อย่างไรก็ตาม การสร้างราคาพรีเมียมยังขึ้นอยู่กับทำเล คุณภาพโครงการ และกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละตลาดด้วย






