
เปิดแนวคิดไมเนอร์ปั้น Branded Residence ภูเก็ต สู่ Lifestyle Wellness Ecosystem
เจาะแนวคิดไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เดินหน้าธุรกิจ Branded Residence ภูเก็ต ชูบริการและเวลเนสเป็นจุดขาย รับลูกค้าเศรษฐีที่ต้องการมากกว่าที่อยู่อาศัย
KEY
POINTS
- ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ใช้จุดแข็งด้านธุรกิจโรงแรมและบริการ ต่อยอดโครงการ Branded Residence ในภูเก็ตสู่การเป็น Lifestyle และ Wellness Ecosystem
- ชูจุดเด่นด้าน "Software" ซึ่งคือระบบบริการและประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับโรงแรม เช่น การเข้าถึงเวลเนสรีทรีต ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
- ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง (UHNW) ที่เปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อเพื่ออยู่อาศัย มาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ คุณภาพชีวิต และบริการที่ช่วยลดภาระในการดูแลบ้าน
- มีแผนพัฒนาระยะยาวบนที่ดินกว่า 600 ไร่ บริเวณหาดลายัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการอยู่อาศัยเข้ากับบริการด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร
ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เดินหน้าขยายธุรกิจ Branded Residence โดยใช้จุดแข็งด้านโรงแรมและบริการเป็นแกนหลัก พร้อมยกระดับโครงการในภูเก็ตสู่ Lifestyle และ Wellness Ecosystem รองรับพฤติกรรมลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งที่เปลี่ยนจากการซื้อเพื่อพักอาศัย มาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ การบริการ และคุณภาพชีวิตมากขึ้น
เส้นทางเกือบ 50 ปีบนเส้นทางธุรกิจอสังหาฯ
นายวิลเลียม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ Minor International ได้เล่าว่า บริษัทได้ผ่านประสบการณ์ในธุรกิจพัฒนาเรสซิเดนซ์มานานเกือบ 50 ปี เริ่มจากการสร้างยูนิตแรกที่หัวหินในช่วงทศวรรษ 1980 โดย Branded Residence กลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาโรงแรม เนื่องจากโครงการที่อยู่อาศัยสามารถเข้ามาช่วยรองรับต้นทุนการลงทุนจำนวนมากของธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน 30-50 ปีหรือมากกว่านั้น
จุดเริ่มต้นของไมเนอร์ในการทำธุรกิจที่อยู่อาศัยในภูเก็ตเริ่มจาก Anantara Layan Residences ต่อด้วย Anantara Avadina Residences และล่าสุดคือ Kiara Reserve ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการเรสซิเดนซ์ที่บริษัทมีความทะเยอทะยานมากที่สุด โดยปัจจุบัน Anantara Layan Residences และ Anantara Avadina Residences ขายหมดแล้ว ขณะที่ Kiara Reserve มียอดขายไปแล้วเกือบ 3 ใน 4 ของโครงการ
ชู “Software” เป็นหัวใจหลักของที่อยู่อาศัย
นายวิลเลียม ยังเปิดเผยว่า จุดแตกต่างของ Branded Residence ในเครือไมเนอร์ไม่ได้อยู่เพียง “Hardware” หรือการก่อสร้างตัวอาคาร แต่คือ “Software” ซึ่งหมายถึงระบบบริการ บุคลากร และประสบการณ์ที่เจ้าของห้องจะได้รับจากการเชื่อมโยงกับโรงแรม โดยลูกค้าสามารถเลือกอยู่อาศัยเองหรือปล่อยเช่าได้
เช่นเดียวกันกับโครงการล่าสุด Kiara Reserve ที่ลูกบ้านสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการและโรงแรม ทั้ง Private Gym พื้นที่ Outdoor Entertainment Clubhouse รวมถึงสนามพาเดลและเทนนิส นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึง Layan Life เวลเนสรีทรีต ตลอดจนร้านอาหารภายในโรงแรม ได้แก่ Dara Thai Restaurant, Breeze, Age และ Zuma ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ New Service ที่ช่วยสร้างความแตกต่างจากคอนโดมิเนียมหรือบ้านพักอาศัยทั่วไป
เจ้าของเรสซิเดนซ์ของไมเนอร์ยังได้รับสมาชิก Global Hotel Alliance ซึ่งสามารถใช้สิทธิประโยชน์และอัตราพิเศษกับโรงแรมในเครือทั่วโลก รวมถึงแบรนด์อื่นภายใต้เครือข่าย เช่น Capella, Kempinski, Pan Pacific และ Viceroy นอกเหนือจากแบรนด์ของ Minor International
กลุ่มกำลังซื้อสูงต้องการประสบการณ์ครบวงจร
นายวิลเลียม ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมของผู้ซื้อเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นธุรกิจเรสซิเดนซ์ จากเดิมที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับตัวที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรม ปัจจุบันลูกค้าคาดหวังประสบการณ์ที่ครบวงจรมากขึ้น ทั้งร้านอาหาร เวลเนส สปา และกิจกรรมด้านสุขภาพและกีฬา
ขณะเดียวกัน การเดินทางของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป โดยลูกค้าจำนวนมากเลือกเช่าที่พักในรูปแบบเรสซิเดนซ์หรือวิลล่ามากกว่าห้องพักโรงแรม เพื่อให้ครอบครัวสามารถพักอาศัยและทำกิจกรรมร่วมกันได้ ขณะที่แพลตฟอร์มให้เช่าที่พักอย่าง Airbnb และ Onefinestay ทำให้รูปแบบการพักอาศัยดังกล่าวขยายตัวไปทั่วโลก
สำหรับกลุ่มผู้ซื้อปัจจุบัน นายวิลเลียม ระบุว่า มีความต้องการและความคาดหวังต่อ Branded Residence สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Ultra-High-Net-Worth (UHNW) ซึ่งไม่ได้มองเพียงตัวอสังหาริมทรัพย์ แต่ให้ความสำคัญกับบริการและการลดภาระในการดูแลบ้าน
ไมเนอร์ระบุว่า ธุรกิจโรงแรมมีบุคลากรจำนวนมากซึ่งเป็นหัวใจของ “Software” โดยเฉพาะในภูเก็ตที่ปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 500 คนดูแลทั้งโรงแรมและเรสซิเดนซ์ ครอบคลุมตั้งแต่วิศวกร ทีมบำรุงรักษา ทีมดูแลสระว่ายน้ำ และคนสวน ซึ่งเป็นบริการที่แตกต่างจากที่อยู่อาศัยทั่วไปที่เจ้าของต้องจัดการด้วยตัวเอง
"ภูเก็ต" มากกว่าเมืองท่องเที่ยวสู่เมืองอยู่อาศัย
ด้าน นายไมคา ตามไท รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ Minor Lifestyle บริษัท Minor International PCL กล่าวว่า ภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา บริษัทเห็นแนวโน้มที่ผู้คนต้องการย้ายมาใช้ชีวิตในภูเก็ตมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทมองโอกาสในการพัฒนาเรสซิเดนซ์ให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาว
ทำเลหาดลายัน ซึ่งเป็นทำเลที่บริษัทเรียกว่า “Millionaire's Mile” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของโครงการ เนื่องจากอยู่บริเวณตอนเหนือของพื้นที่และมีความเป็นส่วนตัวสูง ขณะเดียวกันยังใช้เวลาเดินทางจากสนามบินประมาณ 30 นาที ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับทำเลอื่นของภูเก็ตที่การเดินทางจากสนามบินไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของเกาะอาจใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมงในบางช่วง
ไมเนอร์เริ่มวางโครงสร้างธุรกิจจากการพัฒนา Anantara Layan Resort เพื่อสร้างฐานด้านบริการและบุคลากร ก่อนต่อยอดมาสู่ Layan Residences, Avadina Hills และล่าสุดจนถึง Kiara Reserve รวมถึงจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Kajima Corporation เพื่อขยายการพัฒนาในพื้นที่ดังกล่าว
ที่ดินกว่า 600 ไร่ เตรียมปั้นไลฟ์สไตล์เวลเนสครบวงจร
ปัจจุบันบริษัทมีที่ดินในพื้นที่มากกว่า 600 ไร่ โดยการพัฒนา Kiara Reserve เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนงานทั้งหมด และบริษัทต้องการต่อยอดพื้นที่ดังกล่าวให้เป็น Lifestyle, Well-being Ecosystem ที่เชื่อมโยงการอยู่อาศัยเข้ากับบริการด้านเวลเนส สุขภาพ และไลฟ์สไตล์
นายไมคา ยังกล่าวว่า กลุ่มลูกค้า Ultra-High-Net-Worth ในปัจจุบันไม่ได้วัดความมั่งคั่งเพียงจากจำนวนเงินหรือสินทรัพย์ที่ถือครอง แต่เริ่มให้ความสำคัญกับ “เวลา” มากขึ้น เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถหยุดหรือย้อนกลับได้ ดังนั้น แนวทางของไมเนอร์จึงต้องการนำบริการด้านเวลเนสและการดูแลเชิงป้องกันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในเรสซิเดนซ์ เพื่อสร้างคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงที่อยู่อาศัย
ทั้งนี้ ไมเนอร์ยังมองเห็นแนวโน้มของลูกค้าที่เป็นเจ้าของเรสซิเดนซ์หลายแห่งในหลายเมือง โดยลูกค้ากลุ่มดังกล่าวมีความต้องการบริการในระดับสูง และให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของแบรนด์ ประสบการณ์การบริการ และระบบสนับสนุนหลังการขาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทมองว่าจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาด Branded Residence ต่อไปในอนาคต






