
ไทยผู้นำตลาด Branded Residences ลักชัวรี เอเชีย ดันมูลค่าตลาดพุ่งแตะ 2 แสนล้าน
ไทยผู้นำตลาด Branded Residences ลักชัวรี เอเชีย ดันมูลค่าตลาดพุ่งแตะ 2 แสนล้าน โลเคชั่น ภูเก็ต-กทม. สุดฮ้อตขณะที่เกาะสมุยดาวรุ่งใหม่ โดยภายใน 3 ปีนี้ จะมีซัพพลายใหม่เปิดตัวสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 18,545 ยูนิต
KEY
POINTS
- ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด Branded Residences ในเอเชีย โดยมีจำนวนยูนิตที่เปิดตัวสู่ตลาดสูงที่สุดในภูมิภาค และครองอันดับ 1 ในกลุ่มลักชัวรี
- มูลค่าตลาด Branded Residences ของไทยคาดว่าจะเติบโตแตะ 205,000 ล้านบาทในปี 2569 เพิ่มขึ้น 13.3% จากปีก่อนหน้า
- การเติบโตของตลาดขับเคลื่อนโดยทำเลสำคัญ 5 แห่ง คือ กรุงเทพฯ ภูเก็ต หัวหิน พัทยา และเกาะสมุย โดยกรุงเทพฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด และภูเก็ตเป็นผู้นำตลาดรีสอร์ตในเอเชีย
- ตลาดมีการขยายตัวสู่แบรนด์นอกกลุ่มโรงแรมมากขึ้น เช่น แบรนด์ไลฟ์สไตล์และแบรนด์รถยนต์หรู โดยโครงการแบบสแตนด์อโลนคิดเป็น 22% ของตลาดทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชีย
ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ (branded residences)ในเอเชีย โดยมีจำนวนยูนิตที่เปิดตัวสู่ตลาดสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ จากการที่แบรนด์โรงแรม แบรนด์ไลฟ์สไตล์ และแบรนด์นอกเหนือจากธุรกิจโรงแรมจากทั่วโลกเร่งขยายสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
ด้วยแรงขับเคลื่อนจากกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์กลางตลาดที่อยู่อาศัยในเมือง ภูเก็ตที่เป็นผู้นำตลาดรีสอร์ตแบรนด์เรสซิเดนซ์ และเกาะสมุยที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะตลาดวิลล่าภายใต้แบรนด์แห่งใหม่ ประเทศไทยกำลังตอกย้ำความเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่สุดของเอเชียสำหรับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์
ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการต่างเร่งขยายการลงทุนเพื่อตอบรับความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาค
ไทย อันดับ 1 Branded Residences ลักชัวรี เอเชีย
ตามรายงานจาก Asia Branded Residences Market Review 2026 ของ C9 Hotelworks พบว่า ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ของไทย มีมูลค่ารวม 205,000 ล้านบาท ในปี 2569 เพิ่มขึ้น 13.3% จากปีก่อน พร้อมจำนวนยูนิตที่เปิดตัวสะสม 13,124 ยูนิต
ประเทศไทยครองสัดส่วน 26% ของจำนวนยูนิตแบรนด์เรสซิเดนซ์ที่เปิดตัวในเอเชีย ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาค โดยปัจจุบันมีโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์ 63 โครงการ รวมทั้งสิ้น 13,947 ยูนิต
ทั้งนี้ในภูมิภาคเอเชีย ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท ครอบคลุมจำนวนยูนิตที่เปิดตัวแล้ว 50,025 ยูนิต เพิ่มขึ้น 30.3% จากปีก่อนหน้า
"แม้เวียดนามจะครองอันดับ 1 ในด้านมูลค่าตลาด แต่ประเทศไทยได้ก้าวเป็นผู้นำในกลุ่มแบรนด์เรสซิเดนซ์ระดับลักชัวรี (คอนโด 20 ล้านบาทขึ้นไป/วิลล่า 100 ล้านบาทขึ้นไปสูงที่สุด) ด้วยจำนวนโครงการในกลุ่มลักชัวรี 30 โครงการ มากกว่าเวียดนาม ที่มี18 โครงการ และเกาหลีใต้ ที่มี 13 โครงการ)
จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงของการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น เมื่อจำนวนโครงการในตลาดเพิ่มขึ้น การมีชื่อแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะผลักดันความสำเร็จของโครงการได้อีกต่อไป
ผู้พัฒนาโครงการจึงต้องแข่งขันกันในหลายมิติ ทั้งด้านรูปแบบการบริหารจัดการ สิทธิประโยชน์สำหรับเจ้าของที่พัก กลยุทธ์ด้านจุดหมายปลายทาง และความสามารถในการต่อยอดคุณค่าของแบรนด์ให้กลายเป็นมูลค่าในระยะยาวสำหรับที่อยู่อาศัย
โครงการใหม่ เตรียมเปิดตัว ไม่ต่ำกว่า 18,545 ยูนิต ใน 3 ปีนี้
นายบิล บาร์เน็ตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดต้นแบบของแบรนด์เรสซิเดนซ์ในเอเชีย และสิ่งที่โดดเด่นคือจำนวนโครงการระดับลักชัวรีที่อยู่ระหว่างการพัฒนา รวมถึงรูปแบบโครงการที่มีความหลากหลายมากขึ้นและกำลังเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ ภูเก็ต และจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวของไทย กำลังเปิดโอกาสให้ทั้งแบรนด์และผู้พัฒนาโครงการสามารถขยายการเติบโตได้ผ่านหลากหลายแนวทาง
อีกทั้งภายใน 3 ปีนี้ (ปี 2569 - 2571) จะมีซัพพลายใหม่ลอนช์สู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 18,545 ยูนิต
เปิด 5 โซนเนื้อหอม ดึงดูด Branded Residences ในไทย
การเติบโตของตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ในประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ
โดยทำเลศักยภาพสูงในไทย แบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่
- อันดับ 1 กรุงเทพฯ จำนวน 5,031 ยูนิต เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในไทย และกว่า 53% ของยูนิตเป็นกลุ่มลักซูรีโดยเฉพาะกลุ่มคอนโด
- อันดับ 2 ภูเก็ต จำนวน 3,465 ยูนิต เป็นตลาด Branded Residences ประเภทวิลล่า/รีสอร์ต ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
- อันดับ 3 หัวหิน จำนวน 3,017 ยูนิต ยังคงได้รับความนิยมในฐานะเมืองท่องเที่ยวในไทย
- อันดับ 4 พัทยา จำนวน 1,775 ยูนิต ตลาดยังคงแข็งแกร่ง จากการเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญในไทยเช่นกัน
- อันดับ 5 เกาะสมุย จำนวน 480 ยูนิต Branded Residences กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นขนานไปกับการเติบโตของวิลล่าตากอาหาศลักซูรีบนเกาะ ที่มีจำนวน 3,055 หลัง ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 37% ถือเป็นทำเลฮอตที่ขยายตัวต่อจากภูเก็ต ด้วยซัพพลายยังมีน้อย และราคาที่ดินถูกกว่าภูเก็ตมาก
ทั้งนี้ ผู้ซื้อ Branded Residences ในไทยมีหลากหลายกลุ่มและแตกต่างไปในแต่ละทำเล เช่น กทม. จะเป็นคนไทย สิงคโปร์ และเมียนมา ส่วนภูเก็ตจะเป็นประเทศแถบยุโรป
ส่วนวัตถุประสงค์ในการซื้อมีทั้งซื้อลงทุนปล่อยเช่า ซื้ออยู่อาศัยเอง และซื้อสำหรับเป็นบ้านหลังที่สอง/บ้านพักตากอากาศสำหรับกลุ่มวัยเกษียณ
จาก Branded Residences ของเชนโรงแรม สู่ แบรนด์ไลฟ์สไตล์
นายฐิติวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Capstone Asset กล่าวว่า โมเดลรูปแบบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์กำลังเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและการวางแผนโครงการที่อยู่อาศัยของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ปัจจุบันมาตรฐานของแบรนด์ โครงสร้างการบริหารจัดการ การให้บริการ และการบริหารสินทรัพย์ ล้วนต้องถูกวางแผนและผสานเข้าไปในโครงการตั้งแต่วันแรกของการพัฒนา ขณะเดียวกัน ผู้ซื้อก็ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการและคุณภาพการบริการหลังการส่งมอบโครงการมากขึ้นกว่าที่เคย
ตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ของไทยกำลังก้าวสู่ระยะใหม่ของการเติบโต โดยไม่ได้พึ่งพาเฉพาะโครงการที่เชื่อมโยงกับแบรนด์โรงแรมเท่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนจำนวน 3,008 ยูนิต คิดเป็น 22% ของตลาดทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียที่ 17%
แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างโดดเด่นในเมืองท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทางรีสอร์ตต่าง ๆ สะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อการลงทุนและการอยู่อาศัยในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ
บทบาทของแบรนด์ในตลาดแบรนด์เรสซิเดนซ์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยมีโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนครอบคลุมแบรนด์หลากหลายระดับ ตั้งแต่แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกไปจนถึงแบรนด์นอกอุตสาหกรรมโรงแรม
การเกิดขึ้นของโครงการอย่าง Porsche Design Tower Bangkok และ Etro Residences Phuket สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่แบรนด์จากหลากหลายอุตสาหกรรมกำลังขยายบทบาทเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยปัจจุบันแบรนด์นอกภาคธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วน 19% ของโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์แบบสแตนด์อโลนทั่วเอเชีย
สร้างความแตกต่าง เสริมมูลค่าให้กับโครงการหลังการซื้อ
นาย สเตฟาน มิเชล ประธานบริษัท Valanti Group กล่าวว่า แบรนด์ไลฟ์สไตล์ในกลุ่มธุรกิจการบริการนำมุมมองและแนวทางที่แตกต่างมาสู่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย สำหรับโครงการอย่าง SLS Residences Bangkok แบรนด์ต้องสะท้อนตัวตนออกมาในทุกองค์ประกอบของโครงการ
ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ การสร้างประสบการณ์และกิจกรรมสำหรับผู้อยู่อาศัย มาตรฐานการบริการ และการดำเนินงานในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถสร้างจุดยืนที่ชัดเจนท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดลักชัวรี
เมื่อการแข่งขันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ผู้ซื้อได้รับหลังการซื้อกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญของโครงการ นอกเหนือจากการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และบริการสไตล์โรงแรมแล้ว ผู้พัฒนาโครงการยังนำเสนอสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง การเข้าถึงเครือข่ายระดับโลก และแพลตฟอร์มสมาชิกส่วนบุคคล เพื่อสร้างความแตกต่างและเสริมมูลค่าให้กับโครงการหลังการซื้อ
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ซื้อได้รับในวันนี้กำลังมาพร้อมสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมในระดับสากลมากขึ้น ปัจจุบันแบรนด์เรสซิเดนซ์สามารถเชื่อมโยงเจ้าของที่พักเข้ากับเครือข่ายที่อยู่อาศัย จุดหมายปลายทาง และโอกาสด้านการเดินทางแบบเอ็กซ์คลูซีฟในหลากหลายประเทศได้มากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในการใช้งานหลังการซื้อ พร้อมทั้งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการสร้างความแตกต่างในตลาดได้ นาย เวด ชีลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ThirdHome กล่าว







