
พระราม3 เมืองขยายสาทร เครือสหพัฒน์ปั้นอาณาจักรหมื่นล้าน ดัน 'คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์'บ้านหลังแรก
เครือสหพัฒน์ ปั้นย่านพระราม3 เมืองขยายจากสาทร New Urban Ecosystem พลิกที่ดิน66ไร่ สร้างอาณาจักร มิกซ์ยูสหมื่นล้านริมเจ้าพระยา ล่าสุดดัน “คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์”บ้านหลังแรกของครอบครัวสร้าง Community ตอบโจทย์ดีมานด์ยุคใหม่
KEY
POINTS
- เครือสหพัฒน์ลงทุนหมื่นล้านบาท พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่บนทำเลพระราม 3 ซึ่งเป็นย่านศักยภาพที่ขยายตัวจากย่านธุรกิจสาทร
- เปิดตัวคอนโดมิเนียมหรู "คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์" มูลค่า 6,500 ล้านบาท โดยเปลี่ยนแนวคิดจากบ้านหลังที่สอง (Second Home) ให้เป็นบ้านหลังแรกสำหรับครอบครัว
- โครงการชูจุดเด่นด้านทำเลที่ใกล้โรงเรียนนานาชาติ (Walk-to-School) พร้อมคุณภาพการก่อสร้างมาตรฐานญี่ปุ่น และบริการระดับโรงแรมเพื่อรองรับการอยู่อาศัยจริงในระยะยาว
พระราม 3 กำลังขยับขึ้นเป็นอีกหนึ่งทำเลศักยภาพของกรุงเทพมหานคร ที่น่าจับตา จากการขยายตัวของย่านธุรกิจสาทร ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ผสานกับศักยภาพด้านการคมนาคมที่เชื่อมต่อใจกลางเมืองและพื้นที่โดยรอบตลอดจนจุดเด่นของทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ที่ดินพระราม 3 มีความน่าสนใจมากขึ้น ท่ามกลางการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เดินหน้าพัฒนาที่ดินเป็นโครงการระดับไฮเอนด์ ทั้งโรงแรม คอนโดมิเนียมหรู ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ มิกซ์ยูส
สะท้อนการแข่งขันของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เข้มข้นขึ้นพร้อมรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งกลุ่มที่อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวเมื่อความต้องการใช้ที่ดินยังมีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับข้อจำกัดของที่ดินในทำเลศักยภาพและแรงหนุนจากการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม
พระราม 3 จึงเป็นอีกพื้นที่ที่ต้องจับตาทิศทางราคาและการลงทุนในระยะยาว พร้อมก้าวสู่การเป็นย่านที่ผสมผสานทั้งการอยู่อาศัย การค้า และการท่องเที่ยวได้อย่างมีศักยภาพ ไม่แพ้ย่านธุรกิจสำคัญอื่น ๆ ของกรุงเทพมหานคร
เครือสหพัฒน์ บูมพระราม3 ปั้นอาณาจักรมิกซ์ยูสหมื่นล้าน
หนึ่งในนั้น เจ้าถิ่นรายใหญ่ เครือสหพัฒน์ ผนึกพันธมิตร ญี่ปุ่น ประกาศมาก่อนหน้านี้ ว่ามีแผนทุ่มงบประมาณนับหมื่นล้านบาทพัฒนาพื้นที่ย่านพระราม 3 ภายใต้แนวคิด Community of Kindness บนที่ดินกว่า66ไร่ ซึ่งประกอบด้วยโครงการสำคัญอย่างคิงบริดจ์ ทาวเวอร์ และคิงสแควร์ คอมเพล็กซ์ โครงการเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สังคมคุณภาพด้วยอาคารสำนักงาน คอมมูนิตี้มอลล์ คอนโดมิเนียมหรู และโรงเรียนนานาชาติที่ครบวงจร แม่เหล็กสำคัญ จุดหมายปลายทางการใช้ชีวิตและการท่องเที่ยวล่าสุดบริษัท คิง สแควร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (KSD) บริษัทในเครือ เตรียมส่งมอบ“คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์” (KingsQuare Residence) ใกล้โรงเรียนนานาชาติ บ้านหลังแรกของครอบครัวเร็วๆนี้
พลิกโฉม ย่าน"พระราม3" New Urban Ecosystem
จากการวิเคราะห์ของ นางสาวพจมาน วรกิจโภคาทร หุ้นส่วนและหัวหน้าส่วนงานบริหารงานขายโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า พระราม 3 กำลังก้าวสู่ New Urban Ecosystem ที่เชื่อมโยงการอยู่อาศัย การศึกษา การทำงาน และไลฟ์สไตล์ โดยข้อมูลที่ไนท์แฟรงค์รวบรวมพบว่า จำนวนนักเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6.8% ต่อปี ในช่วงปี 2554–2568 สะท้อนความต้องการที่อยู่อาศัยจากครอบครัวไทยและต่างชาติ รวมถึงครูและบุคลากรของโรงเรียน โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่ช่วยลดเวลาเดินทางและตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของครอบครัว ขณะเดียวกัน ที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่สามารถเดินถึงโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ หรือ Walk-to-School Luxury Residence ยังมีอุปทานจำกัดจากข้อจำกัดด้านที่ดิน ไนท์แฟรงค์จึงมองว่าพระราม 3 มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น Extension of Sathorn ที่ผสานความสะดวกในการเข้าถึงย่านธุรกิจกับคุณภาพชีวิตในย่านที่อยู่อาศัยริมน้ำ โดย KingsQuare Residence เป็นหนึ่งในโครงการที่สอดรับกับแนวโน้มดังกล่าว ผ่านทำเลใกล้ King’s College International School Bangkok และการออกแบบที่ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่
“คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์” บ้านหลังแรก
คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์ (KingsQuare Residence )โครงการลักชัวรีเรสซิเดนซ์บนทำเลพระราม 3 เดินหน้าสู่การอยู่อาศัยจริง ด้วยแนวคิด “จาก Second Home สู่บ้านหลังแรกของครอบครัว” ผ่านการออกแบบ การก่อสร้าง และบริการแบบ Hospitality เพื่อรองรับการใช้ชีวิตจริงของครอบครัวยุคใหม่ในระยะยาว ปัจจุบันห้องชุดมีความพร้อมประมาณ 99% จากทั้งหมด 222 ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,500 ล้านบาทและมีแผนเริ่มตรวจรับตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
นายจักรกฤษณ์ สันติรัตนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิง สแควร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (KSD) กล่าวว่า KingsQuare Residence ให้ความสำคัญกับการสร้าง “คุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาว” โดยมองมากกว่าการพัฒนาอาคารให้แล้วเสร็จ แต่ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ คุณภาพงานก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการและการดูแลลูกบ้านหลังเข้าอยู่อาศัย โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยน Second Home ให้กลายเป็นบ้านหลังแรกของครอบครัว จากพื้นที่สำหรับพักผ่อนในวันหยุดสู่พื้นที่ที่รองรับชีวิตประจำวันได้จริง ทั้งการพักผ่อน การเรียนรู้ การทำงาน และการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่และสร้าง Community ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของสมาชิกทุกช่วงวัย
ภายใต้แนวคิด Low Density Living โครงการมุ่งสร้างความเป็นส่วนตัวควบคู่กับการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การพักผ่อน และการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว พร้อมให้ความสำคัญกับประสบการณ์ตลอดการอยู่อาศัย ตั้งแต่ขั้นตอนตรวจรับและโอนกรรมสิทธิ์ โดย Knight Frank ทำงานร่วมกับทีม Thai Obayashi ในการตรวจสอบก่อนส่งมอบ ขณะที่ Dusit Hospitality Services เข้ามาบริหารจัดการอาคารและดูแลบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด Hospitality Service พร้อม Concierge Service ตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันโครงการมีความพร้อมในการเปิดให้เข้าชม โดยห้องชุดพร้อมประมาณ 99% เพื่อให้ KingsQuare Residence เป็น Community ที่รองรับชีวิตประจำวันของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างครบถ้วน
ความปลอดภัยและความอุ่นใจของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว คือหัวใจ
ด้าน มร. คะสุโอะ วะชิซุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด (Mr. Kazuo Washizu) กล่าวว่า Tokyu Development ร่วมพัฒนาโครงการโดยยึดแนวคิด Japanese Quality Mindset และหลัก “Peace of Mind and Safety” ซึ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความอุ่นใจของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว พร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลคุณภาพงานก่อสร้างตลอดระยะเวลาการพัฒนาโครงการ
หัวใจสำคัญคือการมองโครงการจากมุมของลูกค้า ไม่ใช่เพียงความสวยงามของการออกแบบ แต่รวมถึงความสะดวกในการใช้งานจริง การบำรุงรักษาอาคารในอนาคต และการรักษามูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว แม้แต่รายละเอียดอย่างตำแหน่งและระดับความสูงของปลั๊กไฟก็ได้รับการพิจารณาให้เหมาะสมกับการใช้งาน
ในการพัฒนา KingsQuare Residence Tokyu Development เลือก A49 เป็นผู้ออกแบบ และบริษัท ไทย โอบายาชิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Thai Obayashi) เป็นผู้รับเหมาหลัก พร้อมมี Stonehenge เข้ามาดูแลการบริหารจัดการคุณภาพจากภายนอก เพื่อให้การควบคุมคุณภาพครอบคลุมทั้งงานที่มองเห็นและองค์ประกอบที่ซ่อนอยู่ภายในอาคาร เช่น โครงสร้าง ระบบประปา และระบบประกอบอาคาร ควบคู่กับมาตรฐาน ISO 9001, ISO 14001 และ ISO 45001 รวมถึงการตรวจสอบและทดสอบระบบก่อนส่งมอบ นอกจากนี้ โครงการยังคำนึงถึงคุณภาพวัสดุและสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย ผ่านการเลือกใช้วัสดุ Low VOC ระบบกรองอากาศ MERV 8 และแผนตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร







