thansettakij
thansettakij
กรมที่ดินเบรกหั่นไซส์บ้าน-โควตาต่างชาติ ห่วงชุมชนหนาแน่น-ความมั่นคง

กรมที่ดินเบรกหั่นไซส์บ้าน-โควตาต่างชาติ ห่วงชุมชนหนาแน่น-ความมั่นคง

27 ก.ย. 69 | 03:20 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.ย. 69 | 03:21 น.

กรมที่ดินส่งสัญญาณเบรกข้อเสนอปรับลดขนาดที่ดินจัดสรร หวั่นกระทบความหนาแน่น คุณภาพชีวิต และปัญหาจอดรถ ขณะที่ข้อเสนอปรับสัดส่วนถือครองห้องชุดของต่างชาติจาก 49% เป็น 60%

KEY

POINTS

เร่งปรับกฎหมายจัดสรร ลดขั้นตอนอนุญาต

สำหรับกระบวนการจัดสรรที่ดิน นายสิทธิโชคกล่าวว่า ในอดีตการพิจารณาอนุญาตดำเนินการจากส่วนกลางเป็นหลัก และอาจใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ก่อนที่จะมีการกระจายอำนาจตามมาตรา 43 ของพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน ให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดเข้ามาดำเนินการ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ขณะที่ในกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสามารถเข้ามามีบทบาทในกระบวนการดังกล่าว

กฎหมายกำหนดกรอบการพิจารณาใบอนุญาตจัดสรรที่ดินให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน หากเรื่องและเอกสารมีความพร้อมครบถ้วน แต่ในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคจากการต้องจัดเตรียมเอกสารและหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค ทำให้ระยะเวลาในทางปฏิบัติอาจไม่เป็นไปตามกรอบดังกล่าว

กรมที่ดินจึงพยายามปรับกระบวนการ โดยไม่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรอเอกสารหรือการอนุญาตจากทุกหน่วยงานให้ครบก่อนจึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณา แต่เสนอให้เงื่อนไขดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขในการออกใบอนุญาต เพื่อช่วยลดขั้นตอนและทำให้กระบวนการมีความคล่องตัวมากขึ้น

ด้านการจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรรและอาคารชุดก็มีความแตกต่างกัน โดยอาคารชุดมีนิติบุคคลตั้งแต่ช่วงการโอนกรรมสิทธิ์ ขณะที่บ้านจัดสรรต้องมีการเข้าอยู่อาศัยและต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากผู้ซื้อไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนแปลงที่ขายแล้วในการจัดตั้งนิติบุคคล

ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการแก้ไขกฎหมายลูกอีกประมาณ 2-3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งนิติบุคคล โดยอยู่ในช่วงปลายของกระบวนการ และคาดว่าจะสามารถนำมาใช้ได้ในช่วงปลายเดือน

บ้านจัดสรรยังต่างจากคอนโด

นายสิทธิโชคกล่าวว่า ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดเกี่ยวกับการปรับกระบวนการบ้านจัดสรรให้มีลักษณะใกล้เคียงกับอาคารชุด โดยเฉพาะแนวทางที่ให้โครงการดำเนินการก่อสร้างและจัดทำสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จก่อน แต่หากจะดำเนินการในลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมาย

ปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถเริ่มขายโครงการหลังได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน แม้การก่อสร้างจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด แต่การโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อจะดำเนินการได้เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขและได้รับใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง

หากกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องก่อสร้างโครงการให้เสร็จ 100% ก่อนจึงจะสามารถขายได้ แม้ผู้ซื้อจะสามารถเห็นสาธารณูปโภคและสภาพโครงการได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็จะเพิ่มภาระด้านเงินทุนและกระบวนการพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการ

รายใหญ่ครองตลาดแนวราบกว่า 95%

ในด้านโครงสร้างตลาดอสังหาริมทรัพย์ นายสิทธิโชคกล่าวว่า ผู้ประกอบการมีแนวโน้มลดขนาดโครงการลง โดยโครงการส่วนใหญ่มีขนาดไม่เกิน 50 ไร่ เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ที่เกิน 100 ไร่ หรือ 500 ไร่ จะมีขั้นตอนเกี่ยวกับ EIA ซึ่งใช้ระยะเวลาและต้นทุนเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบมากกว่า 95% เป็นการพัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่และบริษัทมหาชน ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่มีสัดส่วนน้อยกว่า 5%

ตลาดคอนโดมิเนียมยังมีการเติบโต โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ท่ามกลางราคาที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการแนวราบที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคอนโดมิเนียมมากขึ้น

ส่วนเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา ส่งผลต่อความกังวลของผู้ซื้อในช่วงแรก แต่ไม่ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านโครงสร้างและการตัดสินใจซื้อในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับต่างจังหวัด ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ขยายการลงทุนไปยังจังหวัดต่างๆ เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ขอนแก่น และเชียงใหม่ ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและขนาดการดำเนินธุรกิจ

นายสิทธิโชค ศรีมีชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน ได้กล่าวในงานเสวนา “กรุงเทพจตุรทิศ : จตุรมหานคร Beyond the City” จัดโดย บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด ว่า กรมที่ดินมีบทบาทเป็นหน่วยงานสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในเรื่องการขออนุญาตจัดสรรที่ดินและกระบวนการเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยกฎหมายสำคัญที่อยู่ในความรับผิดชอบ ได้แก่ พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมา

สิทธิโชค ศรีมีชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน

สำหรับข้อเสนอปรับลดขนาดที่ดินจัดสรรซึ่งมีแนวคิดให้ลดขนาดพื้นที่ของที่อยู่อาศัยแต่ละประเภทเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาด โดย ทาวน์เฮาส์ เสนอปรับจาก 16 ตารางวา เหลือ 14 ตารางวา ขณะที่ความกว้างหน้าบ้านยังคงไว้ที่ 4 เมตร ส่วน บ้านแฝด ลดจาก 35 ตารางวา เหลือ 25 ตารางวา และ บ้านเดี่ยว ลดจาก 50 ตารางวา เหลือ 36 ตารางวา

อย่างไรก็ตาม สำหรับบ้านเดี่ยวอาจมีแนวทางประนีประนอมที่ขนาด 40 ตารางวา ซึ่งต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางในเดือนตุลาคม 2569

นายสิทธิโชคระบุว่า ข้อเสนอการลดขนาดที่ดินดังกล่าวมีโอกาสผ่านได้ยาก เนื่องจากมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความหนาแน่น ทั้งยังต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมือง

ประเด็นสำคัญคือ การลดขนาดที่ดินไม่ได้พิจารณาเฉพาะเรื่องต้นทุนหรือความสามารถในการซื้อของประชาชน แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตด้วย เพราะหากพื้นที่บ้านมีขนาดเล็กลงและจำนวนผู้อยู่อาศัยมีความหนาแน่นมากขึ้น อาจส่งผลต่อการใช้พื้นที่ส่วนกลางและปัญหารจอดรถ

โดยเฉพาะปัญหารถยนต์จอดขวางบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในประเด็นข้อพิพาทภายในโครงการที่อยู่อาศัย ทำให้การปรับลดขนาดที่ดินต้องพิจารณาผลกระทบในภาพรวมของชุมชนควบคู่กัน

เพิ่มถนนโครงการ 9 เมตร รับรถขยะ

ขณะเดียวกัน มีการพิจารณาปรับข้อกำหนดด้านถนนภายในโครงการจัดสรร โดยเพิ่มความกว้างถนนขั้นต่ำจาก 8 เมตร เป็น 9 เมตร เพื่อให้รองรับการจอดรถ รวมถึงการสัญจรของรถขยะและรถสาธารณะได้มากขึ้น

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครและคณะกรรมการจัดสรรที่ดินยังให้ความสำคัญกับการจัดการขยะภายในโครงการ โดยกำหนดให้มี “พื้นที่พักขยะ” บริเวณด้านหน้าโครงการ เพื่อรองรับการนำขยะออกจากพื้นที่และการขนถ่าย

สำหรับข้อเสนอปรับจำนวนแปลงขั้นต่ำที่เข้าข่ายการจัดสรรที่ดิน จากเดิมไม่น้อยกว่า 10 แปลง เป็น 20 แปลง เพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการรายเล็กนั้น ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากมีข้อกังวลว่าอาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงการอยู่ภายใต้กฎหมายจัดสรรที่ดิน

โควตาต่างชาติ 60% ติดข้อกังวลความมั่นคง

 

อีกประเด็นจากกรมที่ดิน คือความพยายามแก้ไขกฎหมายอาคารชุดในเรื่อง จำนวนการถือครองและอัตราส่วนของคนต่างชาติ โดยนายสิทธิโชคกล่าวถึงข้อเสนอปรับสัดส่วนจาก 49% ขึ้นไปถึง 60% ว่าไม่สามารถผ่านได้ และข้อเสนอดังกล่าวตกไป

“อาคารชุดเราก็เคยพยายามที่จะแก้กฎหมาย เรื่องของจำนวนการถือครอง อัตราส่วนของคนต่างชาติ ก็ไปไม่รอด แท้ง อัตราส่วน 49% จะปรับขึ้นไปถึง 60% ก็ไม่ได้ อันนี้ก็เลยตกไป” นายสิทธิโชคกล่าว

ทั้งนี้ การพิจารณาแก้ไขกฎหมายในมุมของภาคราชการไม่ได้มองเฉพาะการอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ แต่ต้องพิจารณาถึงมิติความมั่นคง ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน โดยต้องชั่งน้ำหนักว่าหากแก้ไขกฎหมายแล้ว ประชาชนจะได้รับประโยชน์มากกว่าผลเสียหรือไม่

นายสิทธิโชคระบุด้วยว่า ประเด็นเกี่ยวกับอาคารชุดยังมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณาและยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องอัตราส่วนการถือครอง และประเด็นโครงการมิกซ์ยูสที่ยังไม่มีข้อยุติ