
ธุรกิจรับสร้างบ้านโต 5% บ้านหรูยังมาแรง ขณะที่ต้นทุน 'ขึ้นแล้วลงยาก'
ตลาดรับสร้างบ้านครึ่งปีแรกโต 4-5% แตะ 1 แสนล้านบาท บ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไปมาแรง ขณะที่ต้นทุนวัสดุเริ่มทรงตัว หลังเคยพุ่งจากราคาน้ำมัน-ค่าขนส่งและเหล็กช่วงสงคราม
KEY
POINTS
- ตลาดรับสร้างบ้านครึ่งปีแรก 2569 เติบโต 4-5% โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 1 แสนล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อที่ยังคงแข็งแกร่ง
- บ้านหรูราคาเกิน 20 ล้านบาทกลายเป็นตลาดที่เติบโตและมีสัดส่วนสูงสุดถึง 26% ของยอดเซ็นสัญญาทั้งหมด แซงหน้าบ้านทุกระดับราคา
- แม้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างบางรายการจะเริ่มทรงตัว แต่ราคาบ้านที่ปรับขึ้นไปแล้วมีแนวโน้มไม่ลดลงตาม หรือที่เรียกว่า "ขึ้นแล้วลงยาก"
ตลาดรับสร้างบ้านส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) ประเมินตลาดทั่วประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตประมาณ 4-5% จากมูลค่าตลาดปี 2568 ที่อยู่ราว 96,000 ล้านบาท ขยับขึ้นมาแตะประมาณ 100,000 ล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีความต้องการสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีความท้าทาย
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ยอดขายของบริษัทสมาชิกสมาคมฯในช่วงครึ่งปีแรก 2569 อยู่ที่ประมาณ 4,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขายประมาณ 4,280 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะสามารถสร้างยอดขายรวมได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดรับสร้างบ้านมาจาก ต้นทุนวัสดุก่อสร้างบางรายการเริ่มทรงตัว หลังจากก่อนหน้านี้เผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงราคาเหล็กที่เพิ่มขึ้นในช่วงแรกของสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนที่ราคาจะเริ่มลดลงและเข้าสู่ภาวะทรงตัวในปัจจุบัน
นายอนันต์กรกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาต้นทุนก่อสร้างโดยรวมเคยเพิ่มขึ้นประมาณ 5% แต่ปัจจุบันแรงกดดันลดลงเหลือประมาณ 2-3% โดยเฉพาะวัสดุที่มีความผันผวนอย่างเหล็ก ขณะที่วัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีแนวโน้มปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ต้นทุนบางรายการจะเริ่มนิ่งแล้วก็ตาม
“ถึงแม้ราคาวัสดุส่วนใหญ่จะเริ่มปรับตัวลงและทรงตัว แตาราคาบ้านคงอาจจะไม่ลง คือขึ้นแล้วไม่ลง ลงน้อยมาก” นายอนันกรกล่าว
ทั้งนี้ การปรับขึ้นของต้นทุนที่ผ่านมาไม่ได้ถูกส่งผ่านไปยังราคาขายบ้านทั้งหมด โดยราคาบ้านของบริษัทรับสร้างบ้านส่วนใหญ่ปรับขึ้นประมาณ 3-5% และบางบริษัทเลือกตรึงราคาเพื่อรักษากำลังซื้อของลูกค้า ขณะที่บางรายใช้วิธี ลดส่วนลดแทนการขึ้นราคาหน้าบ้าน เพื่อรักษาระดับราคาที่ผู้บริโภครับได้
นายอนันต์กรกล่าวว่า สำหรับตลาดระดับราคาสูง บริษัทสามารถบริหารต้นทุนผ่านส่วนลดที่ให้กับลูกค้าได้ แต่ในกลุ่มบ้านระดับราคาประมาณ 17,000-18,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคา ผู้ประกอบการอาจใช้วิธีปรับสเปกวัสดุบางรายการเพื่อควบคุมต้นทุน โดยไม่กระทบต่อโครงสร้างและความแข็งแรงของตัวบ้าน
ตัวอย่างเช่น การเลือกใช้วัสดุตกแต่งที่มีราคาต่ำลง แต่ยังคงมาตรฐานด้านการใช้งานและคุณภาพโดยรวม เพื่อให้สามารถรักษาราคาขายบ้านให้อยู่ในระดับเดิม และไม่เพิ่มภาระให้กับผู้บริโภคมากเกินไป
บ้าน 20 ล้านขึ้นไปขึ้นแท่นตลาดแรงสุด
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือ โครงสร้างตลาดรับสร้างบ้านระดับบนขยายตัวชัดเจน โดยข้อมูลยอดเซ็นสัญญาของสมาชิก HBA ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 พบว่า บ้านราคา มากกว่า 20 ล้านบาท มีสัดส่วนสูงสุด 26% ขยับขึ้นจาก 20% ในปี 2568
รองลงมาเป็นบ้านราคา 10.01-20 ล้านบาท สัดส่วน 25% บ้านราคา 5.01-10 ล้านบาท 23% และบ้านราคา 2.51-5 ล้านบาท 21%
ขณะที่ในปี 2568 บ้านราคา 10.01-20 ล้านบาทมีสัดส่วนสูงสุด 26% ตามด้วยกลุ่มราคา 2.51-5 ล้านบาท 25% บ้านราคา 5.01-10 ล้านบาท 23% และบ้านราคาเกิน 20 ล้านบาท 20%
นายอนันต์กรกล่าวว่า การขยับขึ้นของตลาดบ้านราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปสะท้อนว่ากำลังซื้อของลูกค้าระดับบนยังมีความแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเลือกใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ มากขึ้น เนื่องจากให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความมั่นใจในการให้บริการ
โดยยอดเซ็นสัญญาบ้านระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปของสมาชิก HBA เพิ่มขึ้นประมาณ 53% จากมูลค่ากว่า 800 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา เป็นประมาณ 1,200 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกปีนี้
ต่างจังหวัดยังเป็นฐานสำคัญ ดันตลาดภูมิภาค
สำหรับโครงสร้างตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศ กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนประมาณ 20% ขณะที่ตลาดต่างจังหวัดคิดเป็นถึง 80% ทำให้ตลาดภูมิภาคยังเป็นฐานสำคัญของการเติบโต
นายสิปปภาส เครื่องกลาง อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ตลาดต่างจังหวัดยังมีความต้องการสร้างบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคม เช่น แนวเส้นทาง M6 รวมถึงการขยายตัวของเมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคต่างจังหวัดเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้พิจารณาเฉพาะราคาก่อสร้าง แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทรับสร้างบ้านที่มีระบบการทำงานชัดเจน ตั้งแต่การวิเคราะห์พื้นที่ การตรวจสอบสภาพดิน การรับประกันคุณภาพ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีอย่าง Smart Home เข้ามาเสริมการอยู่อาศัย มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น
ปัจจุบัน HBA มีสมาชิก 85 บริษัท แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 42 บริษัท และภูมิภาค 43 บริษัท โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสมาชิกเป็น 100 บริษัทภายในสิ้นปี 2569 พร้อมขยายกิจกรรมและการจัดงานในภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้
ทั้งนี้ ตลาดรับสร้างบ้านยังมีปัจจัยสนับสนุนจากลักษณะของลูกค้าที่เป็น Real Demand เนื่องจากส่วนใหญ่มีที่ดินและเงินออม รวมถึงมีความพร้อมในการสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง ทำให้ตลาดมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดที่อยู่อาศัยบางประเภท
นอกจากนี้ การเข้าถึงสินเชื่อยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยสมาคมฯ มองว่าผู้บริโภคที่มีที่ดินและต้องการสร้างบ้านเองมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายกว่าผู้ซื้อบ้านจัดสรรบางกลุ่ม ซึ่งจะเป็นแรงหนุนตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี






