
มัดรวม 8 ที่ดินแปลงประวัติศาสตร์ พลิกโฉมสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง
มัดรวม 8 ที่ดินแปลงประวัติศาสตร์ พลิกโฉมสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง สร้างตำนานเล่าเรื่องราวผ่านโครงการหรูมิกซ์ยูส ที่ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัส
KEY
POINTS
- กลุ่มทุนและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เข้าลงทุนพลิกโฉมที่ดินและอาคารเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในกรุงเทพฯ ให้เป็นโครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่
- พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทำเลสำคัญในการพัฒนา โดยมีการบูรณะอาคารโบราณ เช่น โรงภาษีร้อยชักสาม, ล้ง 1919, และวังค้างคาว ให้กลายเป็นโรงแรมหรูและแหล่งท่องเที่ยว
- โครงการพัฒนาครอบคลุมย่านเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ เช่น เวิ้งนครเกษมในเยาวราช และที่ดินสถานีขนส่งหมอชิตเก่า ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นโครงการมิกซ์ยูสเพื่อสร้างมูลค่าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
มีที่ดินจำนวนไม่น้อยในเขตกรุงเทพมหานคร กลายเป็นขุมทองสำคัญ สร้างคุณค่าและมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ ที่ ดีเวลอปเปอร์ และนักลงทุนรายใหญ่ มักให้ความสนใจ ไขว่คว้านำมาพัฒนาต่อยอด เพื่อถ่ายทอดเรื่องราว จากตำนานเล่าขานภายใต้โครงการเหล่านั้นแม่เหล็กสำคัญดึงดูดคนเข้าพื้นที่
โรงภาษีร้อยชักสาม พลิกโฉมโรงแรมหรูริมเจ้าพระยา
เริ่มจากที่ดิน โรงภาษีร้อยชักสาม (หรือ ศุลกสถาน) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซอยเจริญกรุง 36 ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุของกระทรวงการคลัง โดยมี กรมธนารักษ์ เป็นผู้ดูแล และได้ให้สิทธิเอกชนคือ บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือ BTS Group เช่าที่ดินพร้อมอาคารโบราณอายุกว่า 130 ปีเป็นระยะเวลา 30 ปี เพื่อนำมาพัฒนาและบูรณะใหม่ให้กลายเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวในชื่อ เดอะ แลงแฮม คัสตอม เฮาส์ กรุงเทพฯ ( The Langham Bangkok, Customs House) นับเป็นการรีโนเวทอาคารประวัติศาสตร์ โรงภาษีร้อยชักสาม (ศุลกสถาน) สถาปัตยกรรมอายุเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีกำหนดการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ธันวาคม 2569 นี้
ท่าเรือ-คลังสินค้าสัญชาติเดนมาร์ก สู่อาณาจักร เอเชียทีค ริมเจ้าพระยา
ที่ดินที่น่าสนใจ และถูกพัฒนาให้เป็นแลนด์มาร์กระดับโลก ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนเจริญกรุง ฝั่งพระนครโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ บนถนนเจริญกรุง พื้นที่กว่า 72ไร่ เดิมเป็นท่าเรือและคลังสินค้าของ บริษัท อีสต์ เอเชียติก (East Asiatic Company) บริษัทเดินเรือและค้าขายสัญชาติเดนมาร์ก ซึ่งเข้ามาเปิดกิจการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ก่อตั้งโดย กัปตัน ฮันส์ นีลส์ แอนเดอร์เซน มีอายุกว่า 100 ปี ซึ่งเป็นยุคแรก ใช้เป็นท่าเรือสากลแห่งแรกเพื่อเชื่อมการค้าระหว่างประเทศไทยกับทวีปยุโรป ต่อมา ได้ปลี่ยนมือและอยู่ในความดูแลของหน่วยงานรัฐ/องค์การคลังสินค้า (อคส.) ก่อนที่กลุ่มทีซีซี (TCC Group) ของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี จะเข้ามาเช่าและซื้อสิทธิ์การใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงประวัติศาสตร์แห่งสายน้ำนี้ เพื่อพลิกโฉมพัฒนาใหม่เป็นโครงการท่องเที่ยวและคอมมูนิตี้มอลล์ริมน้ำในปี 2555 มาจนถึงปัจจุบัน
เวิ้งนครเกษม จาก วังเก่า สู่ มิกซ์ยูสหรู เยาวราช
เวิ้งนครเกษม หรือ เวิ้งนาครเขษมขนาด14 ไร่เศษ ในย่านเยาวราช อดีตเคยเป็นวังเก่า (วังน้ำทิพย์) ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นย่านการค้าสากลแห่งแรกบนเกาะรัตนโกสินทร์ และแหล่งขายเครื่องดนตรีมือสอง หนังสือ รวมถึงสินค้าหายากที่เก่าแก่ที่สุดของไทยตั้งอยู่บนพื้นที่ล้อมรอบด้วยถนนเยาวราช ถนนจักรวรรดิ ถนนเจริญกรุง และคลองรอบกรุง ที่มาของที่ดินเดิมเป็นที่ลุ่ม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดสระและต่อมาได้พระราชทานที่ดินผืนนี้ให้แก่ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ ซึ่งทรงโปรดให้ถมดินและจัด ตั้งชื่อชื่อว่า "เวิ้งนาครเขษม" หมายถึง เวิ้งอันเป็นที่รื่นรมย์ของชาวเมือง ก่อนจะเพี้ยนมาเป็น "เวิ้งนครเกษม"
ในเวลาต่อมา การดูแลผลประโยชน์ ในยุคที่เปิดให้เช่าทำกิจการ มีอาคารพาณิชย์และห้องแถวมากกว่า 400 ห้อง โดยมีสำนักงานบริพัตรทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินและดูแลกองมรดกของพระธิดาทั้ง 5 ราชสกุล (กิติยากร, สวัสดิวัตน์, เทวกุล, โสณกุล และบุณยะปานะ) ต่อมาในปี 2555 ทางสำนักงานบริพัตรได้ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเช่าและขายสิทธิ์การครอบครองที่ดินให้กับกลุ่มทุนของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี (TCC Group) เพื่อนำไปพัฒนาใหม่
ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้กำลังถูกพลิกโฉมครั้งใหญ่โดย Asset World Corp (AWC) ให้กลายเป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับตำนานมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ผสมผสานแหล่งช้อปปิ้ง วัฒนธรรมไทย-จีน และพื้นที่ไลฟ์สไตล์ใจกลางไชน่าทาวน์
วังค้างคาว อาคารโบราณกว่า100ปี
มาที่ ฝั่งธนบุรี ที่ดินวังค้างคาว หรือ บ้านพระประเสริฐวานิช เป็นที่ราชพัสดุพร้อมอาคารโบราณอายุมากกว่า 100 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในแขวงและเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ประมาณ 329 ตารางวา (0-3-29 ไร่) ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
เป็นกรรมสิทธิ์ของพระประเสริฐวานิช (เจ้าสัวเขียว เหล่าประเสริฐ) ก่อนจะถูกส่งมอบให้หลวงในเวลาต่อมา ปัจจุบัน ที่ดินวังค้างคาว เป็นที่ดินที่ราชพัสดุ อยู่ในความดูแลของ กรมธนารักษ์ ตั้งอยู่ บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านคลองสาน กรุงเทพมหานคร ปัจจบัน ที่ดินและอาคารแห่งนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว ขณะที่ผ่านมาเคยถูกนำออกประมูลให้สิทธิเอกชนเช่าระยะยาว 30 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2564 เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์หรือแหล่งท่องเที่ยว ริมน้ำ มีมูลค่าที่ประเมินมิได้
วังค้างคาว ปัจจุบันเป็นโบราณสถานในความดูแลของกรมธนารักษ์ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรใน ปี 2561 หลังจากหมดผู้พักอาศัยและถูกปล่อยทิ้งร้างหลายสิบปี ทำให้มีค้างคาวฝูงใหญ่เข้ามาอาศัยอยู่ใต้ถุนและซอกอาคาร ชาวบ้านจึงเรียกว่า วังค้างคาว เป็นอาคารเก๋งจีนโบราณผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตก (สไตล์โคโลเนียล) ริมน้ำตั้งอยู่บริเวณปลายถนนเชียงใหม่ ย่านคลองสาน
“ล้ง 1919” ที่ดินแปลงประวัติศาสตร์จีนโพ้นทะเล
ที่น่าจับตา ล้ง 1919 (LHONG 1919) ตั้งอยู่ที่ เลขที่248 ถนนเชียงใหม่ แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับย่านตลาดน้อย เนื้อที่กว่า 6 ไร่ ที่ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) เช่าที่ดินระยะยาว พัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพโลก ซึ่งทำเลใกล้กับ ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าหรูริมน้ำ
ย้อนไปเมื่อ 171 ปีก่อนท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรือของพระยาพิศาลศุภผล (ต้นตระกูลพิศาลบุตร) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2393 เป็นท่าเรือกลไฟและโกดังสินค้า สำหรับรองรับเรือสินค้าจากหัวเมืองประเทศต่าง ๆ เช่น มลายู, สิงคโปร์, จีนแผ่นดินใหญ่, ฮ่องกง ในปี พ.ศ. 2462 ได้ขายให้แก่ตระกูลหวั่งหลี ปี 2560 ตระกูลหวั่งหลี ได้พัฒนาที่นี่ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
โดยเป็นร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, จุดถ่ายรูป, ร้านจำหน่ายสินค้าศิลปะและหัตถกรรม, พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ความสัมพันธ์ไทย-จีน สำหรับในสัญญาเช่าที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ ถูกระบุไว้ว่า AWC จะพัฒนาเป็น “The Integrated Wellness Destination” ภายในโครงการจะประกอบไปด้วยโรงแรมจำนวน 86 ห้อง ที่พักอาศัย56 ยูนิต และ Wellness บริหารโดยพันธมิตรระดับโลก The Ritz Carlton Hotel Company ภายใต้แนวคิด “The River Journey”โดยจับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับลักชัวรีเป็นหลัก เพราะราคาค่าเช่าของโรงแรมคืนละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท
คาดว่าทั้งโครงการจะแล้วเสร็จในปี 2569 ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่จะกลับมาพีกได้อีกครั้ง และจะมีกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูงเป็นลูกค้ากลุ่มแรก ๆ ที่จะเดินทางเข้ามา โครงการนี้ยังเป็นการเติมเต็มแนวคิด The River Journey แผนการพัฒนาที่ดินระยะยาวของ AWC ที่เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนริมแม่น้ำเจ้าพระยากับโครงการริมน้ำต่าง ๆ ของ AWC
จากโรงสีสู่ไอคอนสยามศูนย์การค้าระดับโลก
ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าสุดหรูริมแม่น้ำแห่งแรกของไทย จากโรงสีสิบเก้า และ ตลาดศิรินทร์ เนื้อที่ 50ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนเจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน และคอนโดมิเนียมสูงที่สุดในไทย แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ ในพื้นที่ไอคอนสยามและเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ อาคารที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักเซอรีสูง 52 ชั้น
จากการร่วมลงทุนระหว่าง สยามพิวรรธน์, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) และ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนเจริญนครที่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และพันธมิตรในขณะนั้นซื้อต่อมาจากบริษัท สยามอรุณ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (ในเครือศรีกรุงวัฒนา)
โรงเรียนเตรียมทหาร สู่อภิโปรเจ็กต์ระดับโลก วันแบงค็อกกลางใจเมือง
ที่ดินแปลงประวัติศาสตร์ กลางใจเมือง หัวมุมถนนวิทยุ-พระราม4 เนื้อที่108ไร่ ถูกพลิกโฉมขึ้นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ มูลค่า1.2แสนล้านและกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก สำหรับ โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok)
ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของ โรงเรียนเตรียมทหารเก่า และสวนลุมไนท์บาซาร์ ภายใต้การดูแลของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (สำนักงานพระคลังข้างที่) ต่อมา กลุ่มบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ประมูลและเจรจาพัฒนาพื้นที่แปลงนี้มาตั้งแต่ช่วงปี 2557 และเป็นเมืองในเมืองที่น่าจับตายิ่งในขณะนี้
จากตลาดนัดขายผลไม้สู่ หมอชิตคอมเพล็กซ์
ที่ดินหมอชิตเก่า (เนื้อที่ 63 ไร่) ที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ที่ เดินหน้า พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส หมอชิต คอมเพล็กซ์ มูลค่าเกือบ3หมื่นล้านบาท หลังล่าช้ามากว่า 34 ปี (นับตั้งแต่เริ่มเปิดประมูลโครงการพัฒนาครั้งแรกในปี พ.ศ. 2535)
ที่ดินประวัติศาสตร์ผืนนี้ เริ่มต้นมาจาก "นายชิต นภาศัพท์" (หรือหมอชิต) เจ้าของห้างขายยาตรามังกรและผู้ผลิตยานัตถุ์หมอชิต เป็นเจ้าของและผู้ทำประโยชน์ในพื้นที่มาก่อนในยุคเริ่มแรก
ลำดับความเป็นมาของที่ดินหมอชิต ยุคเริ่มแรก (ก่อนปี พ.ศ. 2498): พื้นที่บริเวณนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของ นายชิต นภาศัพท์ ซึ่งเปิดเป็นตลาดนัดขายผลไม้ (ชาวบ้านเรียกว่า ตลาดนัดหมอชิต) พ.ศ. 2498: นายชิต นภาศัพท์ ได้อุทิศ/มอบที่ดินบริเวณดังกล่าวให้แก่รัฐบาล (ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม) เพื่อใช้สร้างเป็นสถานีขนส่งมวลชน (บขส.) เชื่อมต่อการเดินทางสู่ภาคเหนือและอีสาน
พ.ศ. 2503 - 2536: เปิดใช้งานเป็น สถานีขนส่งหมอชิตเก่า อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2503 ก่อนจะย้ายออกไปอยู่หมอชิต 2 (ถนนกำแพงเพชร 2) ในเวลาต่อมาพ.ศ. 2535 - ปัจจุบัน: พื้นที่กลายเป็นของ กรมธนารักษ์ (ที่ราชพัสดุ) และมีความพยายามนำมาประมูลให้เอกชนพัฒนาเป็นโครงการคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ (เช่น โครงการบางกอกเทอร์มินอล) แต่ติดปัญหาข้อกฎหมายและการคัดค้านเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน







