thansettakij
thansettakij
ตลาดบ้านปี 69 ผู้ซื้อใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น เน้นความคุ้มค่าราคา

เปิดตลาดบ้านปี 69 ผู้ซื้อใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น เน้นความคุ้มค่าราคา

12 ก.ค. 69 | 10:25 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.ค. 69 | 10:28 น.

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 69 ยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคจะใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าทั้งด้านราคา ทำเล คุณภาพ และผลตอบแทน

KEY

POINTS

  • ผู้ซื้อบ้านในปี 2569 ใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น มีการพิจารณาอย่างรอบคอบและเข้าชมโครงการซ้ำหลายครั้งก่อนซื้อ
  • ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" เป็นหลัก โดยพิจารณาทั้งด้านราคา ทำเล คุณภาพ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ
  • แม้การตัดสินใจจะช้าลง แต่ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะบ้านระดับราคา 3-10 ล้านบาทที่มียอดขายเติบโต

นายจิรศักดิ์ ไพรพนากิจ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินทรัพย์เพื่อขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาระหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ แต่ตลาดยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น

ข้อมูลของบริษัทพบว่า ผู้ซื้อใช้เวลาพิจารณานานกว่าเดิม และกลับเข้ามาเยี่ยมชมโครงการ (Re-visit) หลายครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ แม้ในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงระดับบนยังมีดีมานด์ แต่ระยะเวลาการตัดสินใจยาวนานขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

ทั้งนี้ บ้านระดับราคา 3-10 ล้านบาท ถือเป็นกลุ่มที่มียอดขายสูงสุดในพอร์ตสินทรัพย์ของบริษัท โดยยอดขายรวมของบ้านใหม่และบ้านมือสองในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตราว 35% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

สะท้อนว่าความต้องการซื้อยังมีอยู่ แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" มากขึ้น ทั้งในด้านราคา ทำเล คุณภาพโครงการ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

นายจิรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสองมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากโปรโมชั่นของผู้ประกอบการ รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันการเงินที่เสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ซื้อ

นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐ เช่น การขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองออกไปอีก 1 ปี รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

อีกหนึ่งแนวโน้มที่เห็นได้ชัด คือ การย้ายที่อยู่อาศัย (Mobility) มีมากขึ้น ทั้งการย้ายไปทำเลที่มีค่าเช่าเหมาะสมกว่า การขยายครอบครัว และการย้ายให้ใกล้สถานที่ทำงาน

สำหรับตลาดเช่าในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทประเมินว่าปรับตัวลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากกำลังซื้อของผู้เช่าชาวต่างชาติบางส่วนที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ความต้องการเช่ายังอยู่ในระดับต่อเนื่อง

โดยผู้เช่าหลักยังเป็นชาวจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ขณะที่ผู้เช่าชาวไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มเลือกเช่ามากขึ้น เนื่องจากต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัยและการเดินทาง

นายจิรศักดิ์ กล่าวว่า ลูกค้าเดิมยังเป็นฐานสำคัญของธุรกิจ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35% ของยอดขายทั้งหมดครอบคลุมทั้งการซื้อบ้านหลังที่สอง การลงทุนเพิ่มเติม และการแนะนำลูกค้าใหม่ สะท้อนว่าบทบาทของบริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นที่ปรึกษาที่ช่วยวิเคราะห์ความคุ้มค่าและศักยภาพของทรัพย์สินในระยะยาว

บริษัทมองว่า ในภาวะที่ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้ขายมาเป็น ที่ปรึกษา ที่สามารถให้ข้อมูล วิเคราะห์ทางเลือก และติดตามทิศทางตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันและสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง