thansettakij
thansettakij
เปิดช่องว่างดาต้าเซ็นเตอร์ไทย คน 5 แสนต่อ 1 MW ลุ้นดึงลงทุน 15.9 พันล้าน

เปิดช่องว่างดาต้าเซ็นเตอร์ไทย คน 5 แสนต่อ 1 MW ลุ้นดึงลงทุนกว่า 5 แสนล้าน

04 ก.ย. 69 | 08:05 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ย. 69 | 08:05 น.

Cushman & Wakefield ชี้ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ไทยยังมีช่องว่างสูง ประชากร 5.14 แสนคนต่อ Capacity 1 MW มากกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียแปซิฟิกกว่า 2 เท่า คาดต้องใช้เงินลงทุน 15.9 พันล้านดอลลาร์ถึงปี 2573 ขณะ Pre-Leasing พุ่ง 9 เท่า

KEY

POINTS

  • ไทยมีช่องว่างด้านดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีกำลังการให้บริการเพียง 1 เมกะวัตต์ (MW) ต่อประชากรราว 5 แสนคน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียแปซิฟิกกว่าสองเท่า
  • คาดการณ์ว่าไทยต้องการเงินลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์กว่า 15.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2569-2573
  • ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเติบโตสูงจาก AI และคลาวด์ สะท้อนจากกิจกรรมเช่าพื้นที่ล่วงหน้า (Pre-Leasing) ที่พุ่งขึ้น 9 เท่า ทำให้เป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน
  • ความท้าทายสำคัญในการก้าวสู่ฮับดาต้าเซ็นเตอร์คือการจัดหาพลังงานและทรัพยากรน้ำให้เพียงพอ ซึ่งภาครัฐต้องวางนโยบายรองรับการเติบโต

ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางการขยายตัวของ Cloud Computing ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย Cushman & Wakefield ประเมินว่าไทยยังมีช่องว่างด้านกำลังการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อีกมาก และอาจต้องใช้เงินลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรวมกว่า 15.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวกว่า 5 แสนล้านบาท ระหว่างปี 2569-2573

รายงาน Asia Pacific Data Centre Investment ของฝ่ายวิจัย Cushman & Wakefield ระบุว่า หนึ่งในจุดที่สะท้อนโอกาสของตลาดไทย คือระดับ Capacity ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร โดยประเทศไทยมีประชากรประมาณ 514,587 คนต่อกำลังการให้บริการ Operational Colocation Capacity 1 เมกะวัตต์ (MW)

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 247,713 คนต่อ 1 MW มากกว่าสองเท่า สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ และยังมีพื้นที่รองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์อีกมาก

ไทยติดกลุ่มตลาดดิจิทัลโครงสร้างพื้นฐานยังพร่อง

จากระดับ Capacity ต่อจำนวนประชากรที่ยังต่ำ ทำให้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มตลาด Digital Infrastructure ที่ยังได้รับการพัฒนาไม่เต็มศักยภาพ หรือ Underserved Markets ของเอเชียแปซิฟิก ร่วมกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินเดีย และอินโดนีเซีย

ช่องว่างดังกล่าวกำลังกลายเป็นโอกาสสำคัญของผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ นักลงทุนสถาบัน ผู้ให้บริการ Colocation รวมถึงผู้ให้บริการ Hyperscale ที่กำลังมองหาพื้นที่ขยาย Capacity ใหม่ นอกเหนือจากตลาดหลักในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย

นางสาวนิตา อรรถไกวัลวที ผู้จัดการอาวุโส Data Centre Advisory & Transactions Cushman & Wakefield Thailand กล่าวว่า ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากปัจจัยสนับสนุนทั้งความพร้อมด้านสาธารณูปโภค ทำเลที่ตั้ง ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความพร้อมของกำลังแรงงาน และต้นทุนการพัฒนาที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์กำลังทำให้ประเทศไทยต้องปรับแนวทางด้านนโยบายและหลักเกณฑ์ภาครัฐ เพื่อรองรับการขยายตัวในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นการใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำ

โจทย์สำคัญ คือการสร้างสมดุลระหว่างการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์กับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากร เพื่อไม่ให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมใหม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและการเข้าถึงทรัพยากรของภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะภาคประชาชนและภาคเกษตรกรรม

แนวทางดังกล่าวเป็นประเด็นที่หลายประเทศในภูมิภาค ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น เริ่มให้ความสำคัญ โดยคาดว่าประเทศไทยจะเห็นความชัดเจนของแนวนโยบายและกรอบการดำเนินงานมากขึ้นภายในช่วงปลายปีนี้

Pre-Leasing พุ่ง 9 เท่า สะท้อนแย่ง Capacity ล่วงหน้า

อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนความร้อนแรงของตลาด คือกิจกรรม Pre-Leasing ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นถึง 9 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

การเติบโตดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมของผู้ใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ที่เริ่มเปลี่ยนไป เนื่องจากข้อจำกัดในการจัดหาพลังงาน ระยะเวลาการพัฒนาโครงการที่ยาวนานขึ้น และความต้องการ Capacity จากกลุ่ม Hyperscale และ AI Customers ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ทำให้การทำสัญญาเช่าพื้นที่ล่วงหน้า หรือ Pre-Leasing ไม่ได้เป็นเพียงการสำรองพื้นที่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจจะมี Capacity เพียงพอรองรับการเติบโตในอนาคต

แนวโน้มดังกล่าวยังสะท้อนว่า ความท้าทายของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้อยู่เพียงการหาเงินทุนหรือที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการ แต่รวมถึงความสามารถในการจัดหาพลังงานและระยะเวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทันกับความต้องการของลูกค้า

ลุ้นลงทุน 15.9 พันล้านดอลลาร์ใน 5 ปี

Cushman & Wakefield ประเมินว่า ประเทศไทยจะต้องใช้เงินลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 15.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.23 แสนล้านบาทไทยในช่วงปี 2569-2573

ขณะที่ต้นทุนการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 296 ล้านบาททยต่อ 1 MW ซึ่งรวมต้นทุนที่ดินแล้ว โดยระดับต้นทุนดังกล่าวยังสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับตลาดหลักหลายแห่งในภูมิภาค

ต้นทุนที่อยู่ในระดับแข่งขันได้ ประกอบกับความต้องการ Capacity ที่ยังมีช่องว่าง ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ผู้พัฒนาและนักลงทุนจับตาเพื่อขยายกำลังการให้บริการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจ Colocation ในประเทศไทยยังถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นจนมีมูลค่ามากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเฉียด 1 แสนล้านบาทต่อปีภายในปี 2573 สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาดทั้งในด้านความต้องการและรายได้ในระยะยาว

ไทยขึ้นอันดับ 3 เอเชียแปซิฟิกด้าน Yield on Cost

นอกจากโอกาสด้านการเติบโตของ Demand แล้ว ประเทศไทยยังมีความน่าสนใจในมิติผลตอบแทนจากการลงทุน โดยรายงานจัดให้ไทยอยู่ในอันดับ 3 ของตลาดเอเชียแปซิฟิกด้าน Yield on Cost รองจากสิงคโปร์และเวียดนาม

5 อันดับตลาดที่มีความโดดเด่นด้าน Yield on Cost ประกอบด้วย สิงคโปร์ เวียดนาม ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และนิวซีแลนด์ ตามลำดับ

รายงานยังประเมินว่า ตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนแบบ Unlevered Yield มากกว่า 10% จากแรงหนุนของการเติบโตของค่าเช่าและความต้องการ Capacity ที่เพิ่มขึ้น

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ที่ได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจดิจิทัลและความต้องการใช้งาน AI ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

เงินทุนใหญ่เริ่มไหลเข้าดาต้าเซ็นเตอร์ไทย

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันการเงินต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยยังสะท้อนผ่านธุรกรรมทางการเงินขนาดใหญ่

หนึ่งในธุรกรรมสำคัญในปี 2569 คือ Green Loan มูลค่า 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของ Digital Edge และ B.Grimm Power ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของตลาดไทยในการดึงดูดแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังมีบทบาทมากขึ้นในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และอาจกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งจากผู้ประกอบการ นักลงทุนสถาบัน และสถาบันการเงินในระยะต่อไป

โจทย์พลังงานตัวแปรชี้ขาด Data Centre Hub

แม้ประเทศไทยจะมีช่องว่างในการขยายตลาดดาต้าเซ็นเตอร์และมีศักยภาพในการดึงดูดเงินลงทุนจำนวนมาก แต่การก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ

โดยเฉพาะพลังงาน ที่ดิน ระบบ Connectivity และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันเพื่อดึงดูดผู้ให้บริการ Hyperscale และนักลงทุนระดับโลก

การเติบโตของ AI และ Cloud Computing อาจทำให้ความต้องการ Capacity เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่โครงสร้างพื้นฐานเดิมจะรองรับได้ ขณะที่การแข่งขันระหว่างประเทศในภูมิภาคเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ก็รุนแรงขึ้น

ดังนั้น แม้ตัวเลขการลงทุน 15.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจะสะท้อนโอกาสขนาดใหญ่ของประเทศไทย แต่ความสามารถในการเปลี่ยนโอกาสดังกล่าวให้เกิดเป็นการลงทุนจริง จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการพัฒนาระบบพลังงาน การวางกติกาภาครัฐ และการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

หากประเทศไทยสามารถปิดช่องว่างด้าน Digital Infrastructure ควบคู่กับการวางระบบพลังงานและทรัพยากรที่รองรับการเติบโตในระยะยาว ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนจากการแย่งชิงที่ดิน มาเป็นการแข่งขันด้านพลังงานและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น