
อสังหาฯ ครึ่งปีหลังยังรอแรงซื้อ ไรมอนแลนด์เผยลูกค้าชะลอตัดสินใจ
กรณ์ ณรงค์เดช ไรมอน แลนด์ ประเมินอสังหาฯ ครึ่งปีหลัง 69 ผู้บริโภคชะลอตัดสินใจจากความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก-ในประเทศ ผู้ประกอบการเร่งปรับเกม สร้างเชื่อมั่นมากกว่าเร่งเปิดโครงการใหม่
KEY
POINTS
- ตลาดอสังหาฯ ครึ่งปีหลังชะลอตัวเนื่องจากผู้บริโภคทั้งกลุ่มแมสและลักชัวรี่ชะลอการตัดสินใจซื้อ เพราะไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ
- ลูกค้าระดับแมสเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่กลุ่มลักชัวรี่เปลี่ยนมาพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาวมากขึ้น
- ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์โดยชะลอการเปิดโครงการใหม่ และหันมาเน้นสร้างความเชื่อมั่นว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้
- แม้ภาพรวมจะชะลอตัว แต่ตลาด Branded Residence และอสังหาฯ ที่เกี่ยวข้องกับ Wellness ยังคงเติบโตสวนกระแส และยังได้รับความสนใจจากผู้ซื้อชาวต่างชาติ
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังคงเผชิญภาวะชะลอตัว แม้กำลังซื้อจะยังไม่หายไปจากตลาด แต่ผู้บริโภคทั้งกลุ่มแมสและลักชัวรี่ต่างชะลอการตัดสินใจซื้อจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์จากการเร่งเปิดโครงการใหม่ มาเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและพัฒนาสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ในระยะยาว
นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังยังไม่ใช่ภาวะที่กำลังซื้อหายไป แต่ปัญหาสำคัญคือผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ เพราะยังไม่มั่นใจต่อทิศทางเศรษฐกิจ ทั้งปัจจัยภายในประเทศและสถานการณ์ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ราคาพลังงาน ราคาทองคำ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยระดับแมส กำลังซื้อยังมีอยู่ แต่ติดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านจำนวนไม่น้อยไม่สามารถกู้ผ่าน ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อชะลอตัว
ส่วนตลาดระดับไฮเอนด์และอัลตราลักชัวรี่ แม้ผู้ซื้อส่วนใหญ่จะไม่ได้พึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงิน แต่บรรยากาศความไม่แน่นอนกลับทำให้การตัดสินใจลงทุนเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยซื้อด้วยอารมณ์และไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันหันมาใช้เหตุผลในการลงทุนมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการถือเงินสดและประเมินความคุ้มค่าของสินทรัพย์ก่อนตัดสินใจ
"วันนี้ลูกค้าจะถามมากขึ้นว่าสินทรัพย์ที่ซื้อจะสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตได้หรือไม่ มากกว่าการซื้อเพียงเพราะความชอบเหมือนในอดีต"
Branded Residence-เวลเนส ยังเป็นดาวเด่น
อย่างไรก็ตาม นายกรณ์มองว่ายังมีตลาดที่สามารถเติบโตได้สวนทางกับภาพรวม ได้แก่ Branded Residence ซึ่งยังเติบโตต่อเนื่องในตลาดโลก โดยระบุว่าที่ผ่านมาตลาดประเภทนี้ขยายตัวเกือบ 20% ส่งผลให้แบรนด์โรงแรมและแบรนด์ลักชัวรี่ระดับโลกที่เดิมเน้นตลาดยุโรปและสหรัฐฯ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียมากขึ้น
ประเทศไทยยังได้รับความสนใจในฐานะจุดหมายปลายทางของการซื้อบ้านหลังที่สอง (Second Home) จากชาวต่างชาติ แม้ผู้ซื้อชาวจีนจะลดลง แต่ยังมีกำลังซื้อจากยุโรป ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงรัสเซียที่กลับมาให้ความสนใจตลาดพัทยาและภูเก็ตอีกครั้ง ขณะที่ผู้ซื้อจากไต้หวันยังเป็นอีกกลุ่มที่มีบทบาทในตลาดไทย
มองว่าจุดแข็งของประเทศไทยคือทำเล การเดินทางที่สะดวก ความเปิดกว้างต่อผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และเพศ รวมถึงภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
นอกจาก Branded Residence แล้ว ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Wellness ยังเป็นอีกเซ็กเมนต์ที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก เพราะผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิต ทำให้โครงการที่ตอบโจทย์ด้านเวลเนสยังได้รับการตอบรับที่ดี
ชะลอเปิดโครงการใหม่ รอจังหวะตลาด
นายกรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกรายต่างชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ เนื่องจากไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดยังขาดความชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าการเปิดตัวจำนวนมากเหมือนในอดีต
ขณะเดียวกัน กลยุทธ์การแข่งขันก็เปลี่ยนจากการขายที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้าง "ประสบการณ์" และสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่า สร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า และส่งต่อเป็นมรดกได้ในระยะยาว
"อสังหาฯ วันนี้ไม่ได้ขายแค่บ้านหรือคอนโด แต่ต้องขายความมั่นใจว่าทรัพย์สินจะมีมูลค่าเพิ่ม และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าได้จริง"
เสนอรัฐเร่งดึงต่างชาติ เติมเม็ดเงินเข้าประเทศ
นายกรณ์ ยังได้เสนอแนะความเห็นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปอาจจำเป็นต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
จึงเสนอให้ภาครัฐเดินหน้านโยบายดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอย่างจริงจัง พร้อมสร้างเสถียรภาพด้านนโยบายเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น เพราะประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบหลายด้านเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การบริการ และการได้รับการยอมรับในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก
นายกรณ์ยังมองว่า กระแสความนิยมประเทศไทยในเวทีโลกที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านวัฒนธรรม อาหาร แฟชั่น และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ควรต่อยอดเพื่อดึงดูดนักลงทุนและผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยหนุนทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้พร้อมกัน






